กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา กับในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Share:

ชีวิตในช่วงท้ายนั้นเปราะบางอ่อนแอ แต่ก็เป็นโอกาสกระตุ้นความรักความเมตตาของคนใกล้ชิดให้ตื่นขึ้น ช่วยกันประคับประคองผู้ป่วยให้เดินทางสู่ช่วงสุดท้ายอย่างสงบ จากไปอย่างสมศักดิ์ศรีให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

คำถามคือ เราจะช่วยกันได้อย่างไรบ้าง

ในมุมของกฎหมาย ผู้ป่วยและคนไทยทุกคน สามารถทำ Living Will สำหรับแสดงเจตนาล่วงหน้าเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ เลือกได้ว่าต้องการหรือไม่ต้องการการรักษาดูแลแบบใด เช่น ต้องการได้รับสารอาหาร แต่ไม่ต้องการการใส่ท่อช่วยหายใจหรือปั๊มหัวใจ เป็นต้น การทำเอกสารดังกล่าวได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ทำให้แพทย์รู้สึกโล่งใจหากผู้ป่วยมีเอกสารฉบับนี้อยู่ในมือ เพราะไม่ต้องเผชิญการถูกฟ้องร้อง

หากครอบครัวและแพทย์สื่อสารกันได้ด้วยดี และผู้ป่วยเขียนสื่อสารเจตนาไว้ชัดเจน สามารถช่วยลดความขัดแย้งระหว่างครอบครัวและโรงพยาบาล ช่วยให้ผู้ดูแลเข้าใจความต้องการได้โดยง่าย ทั้งนี้โดยส่วนมากแล้ว ผู้ป่วยต้องการความสุขสบาย รักษาตัวในที่ที่สะดวกและคุ้นเคย ไม่ประสบความทุกข์ทรมานเพิ่มเติมจากการกระบวนการรักษาทางการแพทย์

จุดนี้เองที่การแพทย์แบบประคับประคอง (Palliative Care) จะเข้ามาช่วยดูแลลดความเจ็บปวดหรือไม่สุขสบายได้ บุคลากรที่ผ่านการอบรมศาสตร์ดังกล่าว จะมีเทคนิคการจัดการอาการไม่สุขสบาย ช่วยในการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ร่วมกันวางแผนดูแลเพื่อให้อยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังช่วยดูแลความต้องการด้านอื่นๆ ของผู้ป่วยอย่างครอบคลุม ร่วมกับครอบครัวและบุคลากรสุขภาพอื่นๆ

แต่ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับความสุขสบายพอสมควร ได้เตรียมเอกสารต่างๆ พร้อมแล้วก็ตาม ผู้ป่วยบางคนยังความต้องการด้านจิตใจส่วนลึกที่ต้องการเติมเต็มก่อนตาย สิ่งนั้นอาจเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น ขอให้ได้อยู่กับคนรัก ขอสารภาพความจริงบางอย่าง ขออยู่เงียบๆ ขอให้ได้เห็นต้นไม้ต้นโปรด ขอสร้างวัดสร้างโบสถ์ให้เสร็จ ขอโทษให้อภัยบุคคลที่เคยล่วงเกิน อยากสั่งเสียร่ำลาบุคคลอันเป็นที่รัก

ความต้องการทางใจนี้อาจเติมเติมได้ด้วยกรรมวิธีทางศาสนา เช่น การได้ทำพิธีขอขมาลาโทษ การได้ทำบุญกุศลก่อนตาย แต่ความต้องการบางอย่างก็ตอบสนองได้เพียงอาศัยความเข้าใจ และให้ในสิ่งที่ผู้ป่วยปรารถนา การรู้จักความต้องการของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมการไว้เสียก่อน เพื่อที่ในวาระสุดท้ายจะได้ให้การดูแลได้อย่างถูกวิธี

กฎหมาย การแพทย์ ศาสนา จึงเชื่อมโยงบรรจบกันในฐานะที่เป็นเครื่องมือดูแลความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความรัก ประคับประคองสู่การจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ

หากทำได้ดังนี้แล้ว ก็สมประโยชน์ที่ความรู้ทั้งสามสาขาได้กำเนิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ชีวิตและสังคม

– – – – – – – – – –

บางส่วนจากงานอบรม อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข
10 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

1
0

บทความยอดนิยม

ชีวิตมีชีวาเมื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน – คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ความตายไม่น่ากลัว เท่ากับเรากลัวความตาย กฎหมายช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจ – ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีลมหายใจ ในการใช้ชีวิตอย่างมีชีวา และมีค่าสำหรับใครบางคน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน

บทความแนะนำ

คุณภาพชีวิตและทางเลือกการตาย เริ่มต้นได้ที่การออกแบบเมือง – ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

เบื้องหน้าที่สวยงามมาจากเบื้องหลังแห่งความพยายาม – ดร. อริสรา กำธรเจริญ

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย: สูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ แค่ออกกำลังกาย กินให้น้อย นอนให้พอ – ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ