การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในระดับชุมชน กรณีศึกษาจากโอซาก้า

Share:

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคมญี่ปุ่น ลองคิดดูว่าขณะนี้ผู้สูงอายุในประเทศของเขามีสัดส่วนถึงหนึ่งในสี่ และหนึ่งในสี่ของผู้สูงอายุเหล่านั้นมีอาการป่วยโรคสมองเสื่อม

คำถามคือ เขาจะมีวิธีดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอย่างเพียงพอได้อย่างไร?

เป็นไปได้ยากมากหากจะผลิตแพทย์พยาบาลมาดูแลผู้สูงสมองเสื่อมอย่างเพียงพอและทันการ คุณตาคุณยายเองก็มักไม่ชอบอยู่ในโรงพยาบาลเพียงเพื่อรอบรับอาหารและใช้เวลาว่างหมดไปกับการดูทีวี ผู้สูงอายุอยากกลับบ้านเพื่ออยู่กับคนคุ้นเคยและเพื่อนบ้าน แต่ปัญหาคือ ครอบครัวและชุมชนเองกลับไม่มีความรู้และทักษะการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอย่างเพียงพอ

สำนักงานสวัสดิการสังคม จังหวัดโอซาก้า จึงริเร่ิมโครงการชวนเพื่อนบ้านในชุมชนมาช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม โจทย์มีอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้เพื่อนบ้านรู้วิธีการรับมือผู้ป่วยแต่ต้องไม่รบกวนพวกเขามากเกินไป หรือทำให้รู้สึกว่าการดูแลผู้ป่วยนั้นยากเกินไป สำนักงานฯ จึงได้ใช้ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบไปเช้าเย็นกลับ (Day Care Centre) เป็นฐานที่มั่นสำหรับฝึกอบรมและให้ทรัพยากรสนับสนุนสำหรับการดูแลผู้ป่วย

ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่นเรื่องการกิน แทนที่โครงการจะจัดให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมรอรับอาหารจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์ พวกเขากลับออกแบบให้ผู้สูงอายุที่ยังป่วยไม่มาก สามารถเดินทางไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดที่ใกล้ศูนย์เดย์แคร์ ที่นั่น จะมีแม่ค้าที่ผ่านการอบรมการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมคอยดูแลให้คุณตาคุณยายซื้อวัตถุดิบได้โดยปลอดภัย จากนั้นผู้สูงอายุจะเดินทางกลับมาทำอาหาร โดยอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยเหลือจนทำอาหารกลางวันได้สำเร็จ 

ด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยจึงได้รับการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพโดยอัตโนมัติ ส่วนสำนักงานฯ ก็ไม่ต้องขยายทีมพยาบาลดูแลผู้ป่วย เพราะมีผู้สูงอายุและอาสาสมัครคอยช่วยดูแลกันและกัน มีเพื่อนบ้านและชุมชนให้การสนับสนุน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การจัดทริปท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุสมองเสื่อมกับอาสาสมัครในชุมชน ช่วงหนึ่งในทริงท่องเที่ยวเจ้าหน้าที่จะจัดกิจกรรมอบรมเสริมทักษะการดูแลให้แก่อาสาสมัคร ทำให้ชุมชนมีประสบการณ์ที่ดีและรู้วิธีรับมือกับผู้ป่วยที่มีอาการสมองเสื่อม ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มจะแก่ตัวเป็นโรคสมองเสื่อมก็รู้จักวิธีป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อม และรู้วิธีช่วยเหลือคุณตาคุณยายในชุมชนต่อไป

ประสบการณ์จากโอซากา คือรูปธรรมของแนวคิดที่ว่า การดูแลการป่วยและการตาย เป็นบทบาทที่ทุกคนทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาชีพเป็นแพทย์หรือพยาบาลอย่างเดียวเท่านั้น เราทุกคนสามารถช่วยผู้สูงวัยและผู้ป่วยระยะท้ายได้จากหลายบทบาท ตั้งแต่การเป็นอาสาสมัคร การดำเนินธุรกิจที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การบริจาคเงินให้โครงการที่ช่วยผู้ป่วย รวมทั้งการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นต้น 

ด้วยความรัก ความรู้ และมิตรภาพ เราจึงจะสามารถยกระดับความเมตตาส่วนตัว เป็นความกรุณาในระดับชุมชน จนเกิดสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย และสามารถจากไปอย่างสงบในที่สุด

ที่มา:
http://www.osakaymca.or.jp/press/pdf/osakaseinen201406_eng.pdf

ภาพประกอบ
http://www.ikiiki-dayservice.com

1
0

บทความยอดนิยม

ชีวิตมีชีวาเมื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน – คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ความตายไม่น่ากลัว เท่ากับเรากลัวความตาย กฎหมายช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจ – ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีลมหายใจ ในการใช้ชีวิตอย่างมีชีวา และมีค่าสำหรับใครบางคน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน

บทความแนะนำ

คุณภาพชีวิตและทางเลือกการตาย เริ่มต้นได้ที่การออกแบบเมือง – ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

เบื้องหน้าที่สวยงามมาจากเบื้องหลังแห่งความพยายาม – ดร. อริสรา กำธรเจริญ

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย: สูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ แค่ออกกำลังกาย กินให้น้อย นอนให้พอ – ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ