การดูแลแบบประคับประคอง สถานการณ์ของอังกฤษและของโลก

Share:

ถึงแม้ว่าอายุของประชากรโลกจะสูงขึ้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่งานศึกษาพบว่าจะมีคนจำนวนมากเสียชีวิตอนาคตอันใกล้ ความท้าทายคือสังคมโลกจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

เพียงศตวรรษเดียว ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสุขาภิบาล ช่วยทำให้อายุไขเฉลี่ยของชาวอังกฤษชายหญิงเพิ่มขึ้นจาก 30 ปี เป็น 79 ปี และ 83 ปีตามลำดับ สาเหตุการตายเปลี่ยนจากโรคติดต่อฉับพลัน เป็นโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง สมองเสื่อม 

พูดอย่างง่ายว่า ขณะที่เรามีช่วงชีวิตนานขึ้น เราก็อยู่ในช่วงการตายนานขึ้นเช่นกัน

องค์กรอนามัยโลกเองก็คาดการณ์แนวโน้มทางประชากรนี้เช่นกัน ทั่วโลกจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในแต่ละปีจาก 56 ล้านคนในปี 2015 เป็น 70 ล้านคน ในปี 2030 ด้วยสาเหตุจากโรคหัวใจและมะเร็งเป็นส่วนใหญ่ และหากไม่เตรียมการให้พร้อม ผู้ป่วยเหล่านี้จะทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและจากกระบวนการรักษาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะเสียชีวิตในที่สุด

คำถามคือ เราจะเตรียมการรับมือได้อย่างไรบ้าง

Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง คือศาสตร์การดูแลสุขภาพของผู้ป่วยระยะท้าย ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่การจากไปอย่างสงบ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลจากทีมสุขภาพ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนนักบวชและอาสาสมัคร เพื่อดูแลความทุกข์ทั้งจากตัวโรค อาการข้างเคียง รวมทั้งความทุกข์ทางจิตใจและจิตวิญญาณ งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การดูแลระยะท้ายแบบประคับประคองช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้จริง ผู้ป่วยทุกข์ทรมานทางกายน้อยกว่า มีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีโอกาสกลับไปพักฟื้นสุขภาพนอกโรงพยาบาลได้มากกว่าด้วย

ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ Palliative Care ผู้ป่วยมักได้รับการรักษาด้วยการแพทย์แบบ Curative หรือการรักษาแบบมุ่งให้หายจากโรคจนหมดทุกวิธีแล้ว จึงค่อยส่งผู้ป่วยต่อในหน่วยดูแลแบบประคับประคอง แต่ในระยะหลังพบว่า การดูแลที่ดีที่สุดคือ การรักษาแบบ Curative ควบคู่ไปกับ Palliative พร้อมกัน ดังนั้นในแต่ละปี ประชาชนทั่วโลกกว่า 20 ล้านคนจึงต้องการการดูแลแบบ Palliative Care 

ประเทศที่มีรายได้สูง เช่น ประเทศกลุ่มอเมริกาและยุโรป มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Pallative Care ให้เข้าถึงประชาชนอย่างถ้วนทั่ว แต่ในปัจจุบันพบว่า หลายประเทศที่มีรายได้น้อยเช่น อูกันดา มองโกเลีย ปานามา กำลังพัฒนาศักยภาพการให้บริการ Palliative Care ให้ได้มาตรฐาน และสามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมากอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยประเทศเหล่านี้มุ่งสร้างนโยบายระดับชาติ การรณรงค์สาธารณะ และการขับเคลื่อนโดยผู้นำทางสังคม

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานดูแลสุขภาพระยะท้าย ยังเผชิญอุปสรรคหลายประการ เช่น การขยายบริการไม่ให้กระจุกตัวเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเพิ่มอัตราการเข้าถึงยาลดปวดในกลุ่ม Opioid ด้วยการลดราคายา การลดอุปสรรคทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ยาที่มีฤทธิ์เสพติด ขณะเดียวกันก็ยังสามารถควบคุมมิให้เกิดการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากปัจจุบันมีเพียง 33 ใน 80 ประเทศเท่านั้น ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงยาลดปวดกลุ่ม Opioid ได้

แนวโน้มที่น่าสนใจคือ สถานการณ์การการเข้าถึงยากลุ่มนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ในประเทศโคลัมเบีย ยูกันดา ได้มีมาตรการเพิ่มอัตราการเข้าถึงยาลดปวดด้วยการแก้ข้อกฎหมาย การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาลดปวดกลุ่ม Opioid อย่างน่าพอใจ

นอกจากนี้ ความขาดแคลนความรู้และงานวิจัย ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพระยะท้ายแบบประคับประคอง ในสหราชอาณาจักร งบประมาณการวิจัย Palliative Care มีน้อยกว่า 0.5% ของงบวิจัยทางการแพทย์ทั้งหมด ในขณะที่ความต้องการการดูแลด้านนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบันถึง 40% ในปี 2040

ถึงแม้ว่าการแพทย์และวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงวิธีตายของเรา แต่หาได้เปลี่ยนความจริงว่า “การจากลา” เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญเข้าสักวันหนึ่งนั่นเอง

– – – – – – – – – –

แปลและเรียบเรียงจากบทความ Why the world needs to get ready for more people dying โดย Dr Katherine Sleeman อ้างจาก http://www.bbc.com/news/health-43159823

1
0

บทความยอดนิยม

ชีวิตมีชีวาเมื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน – คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ความตายไม่น่ากลัว เท่ากับเรากลัวความตาย กฎหมายช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจ – ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีลมหายใจ ในการใช้ชีวิตอย่างมีชีวา และมีค่าสำหรับใครบางคน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน

บทความแนะนำ

คุณภาพชีวิตและทางเลือกการตาย เริ่มต้นได้ที่การออกแบบเมือง – ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

เบื้องหน้าที่สวยงามมาจากเบื้องหลังแห่งความพยายาม – ดร. อริสรา กำธรเจริญ

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย: สูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ แค่ออกกำลังกาย กินให้น้อย นอนให้พอ – ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ