การแต่งตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า: ประเด็นกฎหมายสำหรับสังคมผู้สูงวัย

Share:

บทความโดย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 

ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด 

อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด

ภารกิจหลักของชีวามิตรคือ การรณรงค์เผยแพร่ความรู้เรื่องการเตรียมตัวจากไปอย่างมีความหมาย และสนับสนุนให้มีการทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) เพื่อให้ผู้ป่วยระยะท้าย หรือแม้แต่ผู้สูงวัยที่ยังมีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถแสดงเจตนาของตนเองให้มีกระบวนการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) รวมทั้งการจัดการเรื่องรักษาพยาบาล และจัดการชีวิตในขณะเจ็บป่วย หรือเมื่อถึงวาระสุดท้ายเมื่อจากไป ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคอวัยวะ การจัดงานศพ หรืองานกุศลอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยระยะท้ายเหล่านั้นสามารถอยู่อย่างมีความหมาย และจากไปอย่างมีความสุข หรือที่เรียกว่า Happy Leaving Journey รวมถึงครอบครัวของผู้ป่วย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ป่วย

จากประสบการณ์ที่ทำเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ผมพบประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นสำหรับผู้สูงวัยที่เป็นทั้งผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ป่วยทางด้านสมอง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ไม่มีคนในครอบครัวดูแล ว่ากระบวนการจัดการทรัพย์สินกลายเป็นปัญหาที่ผู้ป่วย หรือครอบครัวของผู้ป่วย ต้องประสบในการบริหารจัดการทรัพย์สิน และการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องการอยู่อาศัย การเลือกผู้ดูแล หรือการรักษาพยาบาล

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยระยะท้าย หรือผู้สูงอายุ ที่อาจสูญเสียความสามารถในการสื่อสาร ตัดสินใจ หรือดูแลตัวเอง รวมทั้งความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน การใช้ชีวิต ทางกฎหมายมีบุคคลสองประเภท คือ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ และผู้ไร้ความสามารถ ที่กฎหมายกำหนดให้มีการตั้งผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเป็น “ผู้ดูแล” 

ผู้พิทักษ์: ผู้เสมือนไร้ความสามารถ 

ผู้พิทักษ์จะได้รับการแต่งตั้งก็ต่อเมื่อบุคคลผู้ป่วยนั้นตกเป็น “ผู้เสมือนไร้ความสามารถ” หมายถึง บุคคลที่มีจิตผิดปกติ สมองพิการ มีความผิดปกติในการเจริญเติบโตด้านร่างกายและพัฒนาการในลักษณะที่ไม่สามารถทำงานได้  เช่น บุคคลธรรมดามีความประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเสพติด ชราภาพ ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถจัดการงานได้ด้วยตนเอง หรือจัดการไปในทางที่เสื่อมเสียแก่ตนเองและครอบครัว ต้องตกอยู่ในความดูแลของผู้พิทักษ์ตามกฏหมาย

โดยทั่วไปผู้เสมือนไร้ความสามารถนั้นยังสามารถทำนิติกรรมต่าง ๆ ได้ รวมถึงการทำพินัยกรรมก็จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่มีนิติกรรมบางประเภท เช่น การนำทรัพย์สินไปลงทุน กู้ยืมเงิน หรือรับการให้โดยมีเงื่อนไข ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจัดการทรัพย์สินเงินทอง นิติกรรมเหล่านั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการได้ หรือต้องมีคำสั่งศาลให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการนั้นแทน

ผู้อนุบาล: ผู้ไร้ความสามารถ 

ผู้ไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลที่มีอาการไม่ปกติ สติไม่สมบูรณ์ มีอาการทางจิตผิดปกติ หรือจริตวิกลอย่างมาก ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ไม่สามารถประกอบกิจการงานของตน หรือประกอบกิจการส่วนตัวของตนได้ โดยอาการผิดปกตินั้นต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ ผู้ไร้ความสามารถที่เป็นผู้ป่วยหลัก ได้แก่ ผู้ป่วยเนื้องอกในสมองที่นอนติดเตียง โรคสมองเสื่อมสมองพิการไม่มีโอกาสรักษาหาย ไม่มีสติสัมปชัญญะ ต้องอยู่ในความดูแลของผู้อนุบาลตามกฏหมาย

การทำนิติกรรมของผู้ไร้ความสามารถ หากกระทำไปก็อาจจะมีผลเป็นโมฆียะ ซึ่งนิติกรรมนั้นอาจจะถูกบอกล้าง หรือการให้สัตยาบันได้โดยผู้อนุบาล ดังนั้น การทำนิติกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำพินัยกรรม หรือโดยการทำสัญญาอื่น ๆ จะต้องกระทำโดยผู้อนุบาลเท่านั้น

ใครที่ยื่นคำร้องและเป็นผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาลได้บ้าง

ตามกฏหมายไทย บุคคลที่มีสิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อเป็นผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล ได้แก่ คู่สมรสที่จดทะเบียนกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื้อ) บุพการี (บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด)  ผู้ปกครอง (อาจเป็นญาติหรือไม่ก็ได้) ผู้พิทักษ์ (ในกรณีที่จะร้องขอให้บุคคลที่เสมือนไร้ความสามารถเป็นผู้ไร้ความสามารถ) หรือพนักงานอัยการ (พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ก็ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้อง)

ปัญหาเรื่องผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาลในไทย

ประเทศไทยมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น และส่วนหนึ่งอยู่ในสถานะโสด อาจไม่มีครอบครัว ลูกหลาน มาดูแลจัดการทรัพย์สิน จึงเกิดมีคดีความที่มีคนใกล้ชิดเข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีเงินทอง และมีอาการป่วยรุนแรงจนถึงขนาดไม่สามารถจัดการดูแล หรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง หรือถึงแม้มีลูกหลาน แต่เวลาเจ็บป่วย การฝากถอนเงิน หรือการจัดการทรัพย์สินก็ไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง ต้องให้คู่สมรส ลูกหลาน หรือพ่อแม่ ยื่นคำร้องขอศาลแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ในช่วงก่อนแต่งตั้งอาจมีปัญหาการเบิกถอนเงิน เว้นแต่บางท่านให้บัตร ATM และรหัสกับญาติพี่น้อง ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยง

ศาลจะแต่งตั้งใครเป็นผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาลได้บ้าง

ตามกฎหมายไทยจะต้องแต่งตั้งไปตามลำดับชั้น คือ ต้องให้คู่สมรสชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้อนุบาลเสียก่อน หากไม่มีจึงค่อยตั้งบิดามารดาแทน หากไม่มีบิดามารดา หรือผู้สืบสันดาน ศาลจึงจะตั้งบุคคลอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร  ซึ่งอาจรวมญาติพี่น้องคนอื่นได้

ปัญหาในการแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล 

ปัญหาพบกันมากคือ บิดา มารดา ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ทะเลาะขัดแย้งกัน ต่างก็จะมีข้อพิพาทในการแย่งกันเป็นผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล เพื่อจัดการทรัพย์สินของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีสถานะเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือไร้ความสามารถ ซึ่งไม่สามารถจะตัดสินใจได้เองเพราะความบกพร่องทางจิตใจและความเจ็บป่วย ข้อพิพาทดังกล่าวถ้าต้องพึ่งกระบวนการทางศาลต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ ตัวผู้ป่วยเอง

หากผู้ป่วยที่ศาลถือว่าเป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน มีคู่สมรส โดยกฎหมาย ถ้าไม่มีผู้มีส่วนได้เสีย หรืออัยการร้องขอกฎหมาย พ่อแม่ หรือญาติ จะขอให้ศาลตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ไม่ได้เลย ต้องตั้งคู่สมรสเท่านั้น แต่ถ้าคู่สมรสอยู่ในสภาวะทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องทรัพย์สิน แยกกันอยู่ หรือกำลังจะหย่ากัน ก็จะเป็นเรื่องอันตรายอย่างมากต่อคู่สมรสที่อยู่ในสภาพเป็นคนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน  

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในไทย 

ผู้เจ็บป่วย หรือผู้สูงวัยหลายคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ อยากมีสิทธิในการเลือกว่าจะให้ใครเป็นผู้ดูแล หรือแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ผู้ดูแล หรือผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า แต่ฎหมายไทยไม่สามารถกระทำได้ เพราะการแต่งตั้งผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล จะต้องกระทำเมื่อเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน หมายถึง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้สูงอายุ จะต้องเข้าเงื่อนไขทางกฏหมายว่า ควรจะเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือไร้ความสามารถ โดยมีความเห็นของแพทย์ผู้ชำนาญ หรือแพทย์ผู้รักษาพยาบาล ในการเบิกความต่อศาล โดยศาลก็จะต้องแต่งตั้งบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้เท่านั้น เว้นแต่จะมีพฤติการณ์พิเศษว่า บุคคลที่กฎหมายกำหนด (คู่สมรส ผู้สืบสันดาน บุพการี ผู้ปกครอง หรือผู้พิทักษ์) ไม่สามารถเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้ จึงอาจตั้งบุคคลอื่นได้

ปัญหาทางกฎหมายของไทย

การที่กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้บุคคลสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอยู่ ตัดสินใจในการแต่งตั้งผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ไว้ล่วงหน้า แม้จะทำเป็นหนังสือก็ตาม ย่อมกระทบต่อสถานภาพของบุคคลเหล่านั้น และไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ป่วย รวมทั้งทำให้ข้อพิพาทระหว่างสมาชิกในครอบครัวทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะครอบครัวของผู้มีสถานะทางการเงิน หรือกลุ่มคนรวย  มีธุรกิจครอบครัวมูลค่าสูง รวมถึงปัญหาของผู้สูงวัย หรือคนป่วยที่ไม่มีสมาชิกในครอบครัวดูแล หากจำเป็นต้องเข้ารับการดูแลรักษา หรือเข้าสถานรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ ที่เรียกว่า “สถานที่ดูแลผู้สูงวัย” ใครจะดูแลการบริหารทรัพย์สิน การจ่ายเงิน แม้ว่าบุคคลเหล่านี้มีเงิน แต่ถึงเวลานั้นก็ไม่สามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ ยิ่งถ้าตกอยู่ในสภาพเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือไร้ความสามารถ คนใกล้ชิดอาจฉวยโอกาสหลอกลวง ปลอมแปลง เพื่อโอนทรัพย์สินเข้าเป็นประโยชน์ของตนเอง

ข้อเสนอแนะต่อกฎหมายไทย 

  • การแต่งตั้งผู้ดูแล  ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ไว้ล่วงหน้า เป็นประเด็นที่จะต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพราะในต่างประเทศที่มีสังคมผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ต่างมีกฎหมายรองรับการแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าของบุคคลใด ๆ ที่ต้องการให้ใครมาดูแลทรัพย์สิน ชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพ รวมทั้งมีกฎหมายทรัสต์ (Trust) ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินมอบหมายให้ Trustee เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน ดูแลความเป็นอยู่ ค่าใช้จ่ายยามแก่ชรา หรือเมื่อเจ็บป่วยได้ รวมถึงแม้จะเสียชีวิตลงก็อาจไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการตั้งผู้จัดการมรดก หรือความถูกต้องของพินัยกรรมที่มีอยู่
  • ควรปรับปรุงกฎหมายเรื่องผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล ให้สามารถมีการมอบอำนาจ หรือแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้าได้ โดยจดทะเบียนไว้กับหน่วยงานของรัฐ  อาทิ ศาล อัยการ หรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ในลักษณะการทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง รวมทั้งให้มีหน่วยงานภาครัฐตรวจสอบการทำงานของผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล หรือผู้รับมอบอำนาจดังกล่าว โดยอำนาจในการจัดการของผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลนั้น ให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าเรื่องจัดการทรัพย์สิน การทำนิติกรรม การใช้ชีวิตครอบครัว การรักษาพยาบาล รวมถึงการทำหนังสือการปฏิเสธรับการรักษาหากเป็นเพียงการยื้อความตาย
  • ควรให้มีการจัดทำกฎหมายทรัสต์ (Trust law) โดยนำร่างที่กระทรวงการคลัง และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เคยจัดทำไว้แล้วมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มีหน่วยงานเอกชนเข้ามาดูแลจัดการทรัพย์สิน การทำนิติกรรม การใช้ชีวิตของครอบครัว รวมถึงการรักษาพยาบาล กฎหมายนี้จะลดข้อพิพาทเรื่องการที่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก หรือข้อพิพาทเรื่องความถูกต้องของพินัยกรรม ทำให้คดีครอบครัวมรดกลดลงไปได้มาก การออกกฎหมายทรัสต์อาจจะรวดเร็วกว่าการปรับปรุงกฎหมายผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลใหม่ทั้งหมด
0
0

บทความยอดนิยม

วางแผนดูแลชีวิตด้วยสิทธิในระบบประกันสุขภาพของรัฐ

การจัดการความเจ็บปวดในผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยมอร์ฟีน

บทความแนะนำ

ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

การแต่งตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า: ประเด็นกฎหมายสำหรับสังคมผู้สูงวัย