ความทุกข์ทางจิตวิญญาณ: เรื่องเล่าจากซิมบับเว

Share:

การดูแลด้านจิตวิญญาณในผู้ป่วยระยะท้ายเป็นเรื่องยากต่อการเข้าใจค่ะ กว่าจะอธิบายว่าจิตวิญญาณคืออะไรก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว

บางทีเราอาจเข้าใจได้ง่ายขึ้นผ่านตัวอย่างเรื่องเล่าค่ะ

อย่างเช่นในกรณีของคุณโม เธอเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ชาวซิมบับเว เธอเป็นแม่บ้านอายุ 45 ปี และต้องเข้ารับการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็ง

ยังไม่ทันได้รับการรักษาครบคอร์ส ครอบครัวก็แนะนำให้รักษาทั้งจากหมอพื้นบ้านแอฟริกัน และจากหมอผี แทนการรักษาจากแพทย์ฉายรังสี

หมอพื้นบ้านบอกโมว่า สาเหตุที่เธอเป็นมะเร็ง เพราะเธอต้องคำสาปจากเพื่อนบ้านที่อิจฉาเธออยู่ เมื่อได้ยินดังนั้น ครอบครัวของโมก็พาเธอย้ายบ้านไปอยู่บ้านใหม่

ส่วนหมอผีก็ให้น้ำมนต์เธอมาดื่ม ให้สายสิญจน์มาคล้องข้อมือไว้เพื่อป้องกันปีศาจร้าย และป้องกันมะเร็งไม่ให้กล้ำกราย

พยาบาลที่ดูแลโมใช้แบบประเมินสุขภาพทางจิตวิญญาณที่ชื่อว่า FICA จึงพบว่าโมมีความทุกข์ทางใจอยากมาก เพราะนอกจากผู้ป่วยจะเชื่อว่าเธอต้องคำสาปจริง โมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้นัก ต้องพึ่งพาคนอื่นบ่อยๆ อีกทั้งยังรู้สึกว่า เธอเองทำหน้าที่แม่บ้านได้ไม่สมบูรณ์นักตั้งแต่ป่วย

โมถามตัวเองว่าทำไมมะเร็งต้องเกิดกับฉัน ทั้งๆ ที่พ่อหรือปู่ก็ไม่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน มะเร็งมาจากไหนกันแน่

ที่โมถามเช่นนี้เพราะในซิมบับเวมีความเชื่อว่า ความเจ็บป่วยมีสาเหตุทั้งจากความโกรธ วิญญาณบรรพบุรุษ วิญญาณพยาบาท เวทย์มนต์คาถา และการขาดเว้นจากการร่วมพิธีกรรมของชุมชน

ครอบครัวเห็นโมทุกข์ใจ จึงปรึกษาแพทย์พื้นบ้านและหมอผีเพื่อการการช่วยเหลือเธอ หมอทั้งสองตอบว่า โมควรจะประกอบพิธีเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย ส่วนนักสังคมสงเคราะห์จากฮอซพิซก็เสนอตัวช่วยลดความปวดและอาการไม่สุขสบายด้วยแนวทางแบบประคับประคอง

ในการประกอบพิธีกรรม โมสามารถระบายความโกรธและอัดอั้นออกมา เธอระบายความเสียใจที่น้องสาวไม่มาเยี่ยม ระบายความเคียดแค้นที่เพื่อนบ้านแสดงตัวเป็นศัตรูกับเธอ

การติดตามดูแลทางจิตใจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โมค่อยๆ ทำใจรับความเจ็บป่วยทีละน้อย ในที่สุดโมก็เริ่มพูดคุยเรื่องการตายที่กำลังจะมาถึง

ครั้งสุดท้ายที่พยาบาลจากฮอซพิซไปเยี่ยม โมพูดว่า “ฉันคิดว่าเวลานั้นคงใกล้มาถึงแล้ว และคงจะดีกว่าถ้าฉันจากไป วิญญาณร้ายเหล่านั้นคงจะดีใจที่ฉันไปเสียที”

พิธีกรรมมีส่วนสำคัญต่อการจากลาอย่างมาก ในชุมชนที่โมอยู่ หมอพิธีแนะให้ครอบครัวซื้อตระกร้ามาใส่เสื้อผ้าที่สวยงาม เก็บไว้ในบ้านเพื่อเซ่นไหว้วิญญาณบรรพชนให้ปกป้องโม ส่วนหมอผีก็ให้เธอดื่มน้ำจากพิธีศักดิ์สิทธิ์

พิธีกรรมเช่นนี้ทำให้โมรู้สึกผ่อนคลาย เพราะในที่สุดโมก็รู้สึกปลอดภัยที่วิญญาณของเธอจะได้รับการคุ้มครองจากบรรพชนและเทพยดา

กรณีของโมชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า ความเจ็บป่วยทางกายส่งผลต่อจิตใจหรือจิตวิญญาณ ในทางกลับกัน การดูแลทางจิตวิญญาณที่ดีก็ช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดทางกายได้เช่นกัน

เรื่องเล่าจากโมทำให้เราได้เรียนรู้ว่า บางครั้ง การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็ต้องทำความเข้าใจความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ของผู้ป่วยและทำงานร่วมกับ “นักเยียวยาทางจิตวิญญาณ” ในชุมชน ซึ่งอาจหมายถึงพระ ผู้นำพิธี หมอดู หมอมดหมอผี เป็นต้น เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นได้

เขียนโดย Sr Franciscah Tsikai, Palliative Care Nurse Practitioner, Island Hospice and Healthcare, Zimbabwe

ที่มา: http://www.ehospice.com/ArticleView/tabid/10686/ArticleId/23572/language/en-GB/View.aspx

1
0

บทความยอดนิยม

ชีวิตมีชีวาเมื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน – คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ความตายไม่น่ากลัว เท่ากับเรากลัวความตาย กฎหมายช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจ – ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีลมหายใจ ในการใช้ชีวิตอย่างมีชีวา และมีค่าสำหรับใครบางคน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน

บทความแนะนำ

คุณภาพชีวิตและทางเลือกการตาย เริ่มต้นได้ที่การออกแบบเมือง – ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

เบื้องหน้าที่สวยงามมาจากเบื้องหลังแห่งความพยายาม – ดร. อริสรา กำธรเจริญ

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย: สูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ แค่ออกกำลังกาย กินให้น้อย นอนให้พอ – ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ