ดูแลใจให้จากอย่างหมดห่วง

Share:

ผู้ป่วยระยะท้ายส่วนใหญ่มักเป็นโรคเรื้อรังที่ใช้ระยะเวลาพอสมควรในการดำเนินโรค ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สุขสบาย ซ้ำยังส่งผลกระทบถึงจิตใจและอารมณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ยิ่งเมื่อได้รับทราบข้อมูลการเจ็บป่วยของตนเองว่าอยู่ในระยะสุดท้าย หรือไม่มีหนทางรักษาให้หายแล้ว การตอบสนองของผู้ป่วยในด้านความรู้สึก หรืออารมณ์ จะมีทั้งช็อก โกรธ เศร้า หรือปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยหลายคนอาจเกิดภาวะซึมเศร้า การดูแลใจจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การดูแลทางด้านร่างกายของผู้ป่วยระยะสุดท้ายเลย

ครอบครัวหรือผู้ดูแลควรเรียนรู้การสังเกตอาการต่าง ๆ ทางด้านความรู้สึก หรือจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกับผู้ป่วยทั่วไป เพราะอาการทางร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ไม่มีสมาธิ อาจไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยมีภาวะเศร้าปกติ (Normal grief) หรือซึมเศร้า ซึ่งเป็นความเศร้าโศกที่ผิดปกติ (Pathological grief) และต้องการการดูแลมากขึ้นกว่าการดูแลทั่วไป

อาการเศร้าแบบปกติ (Normal grief) ผู้ป่วยจะยังคงอยากทำกิจกรรมที่ชอบ มีอารมณ์เศร้าเกิดได้เป็นช่วง ๆ ระหว่างวัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจจะอยากให้ตนเองเสียชีวิต เช่น ไม่อยากให้แพทย์ให้การรักษาที่เป็นการยื้อความทรมาน แต่ไม่มีความคิดอยากจะฆ่าตัวตาย รวมถึงแม้จะป่วยหนัก แต่ยังมีความหวังอยู่ อาจไม่ใช่ความหวังว่าจะหายดี แต่เป็นความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น หวังให้หายปวด หวังให้เหนื่อยน้อยลง หวังที่จะได้รับประทานอาหารกับครอบครัว

ส่วนความเศร้าโศกที่เป็นผิดปกติ (Pathological grief) หรือมีภาวะซึมเศร้า ให้สังเกตว่า ผู้ป่วยจะแยกตัว ไม่อยากทำอะไรแม้เป็นกิจกรรมที่เคยชอบ มีอารมณ์เศร้าเกือบตลอดทั้งวัน เกือบทุกวัน ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีความคิดจะฆ่าตัวตาย และรู้สึกไม่มีความหวังในชีวิตเลย

แนวทางดังกล่าวเป็นการสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น หากผู้ป่วยมีอาการเศร้าโศก หรือผิดปกติ จึงควรปรึกษาจิตแพทย์ หรือทีมดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งจะมีจิตแทพย์ หรือนักจิตวิทยาอยู่ในทีมด้วย

สำหรับวิธีดูแลประคับประคองจิตใจของผู้ป่วยระยะท้ายเพื่อให้จากไปได้อย่างหมดห่วง ครอบครัว ลูกหลาน ญาติ หรือผู้ดูแล ควรใส่ใจรายละเอียดแม้เพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยแบ่งได้ดังนี้

ดูแลประคับประคองจิตใจ

เมื่อกายป่วย ใจก็ป่วย ทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายยิ่งต้องการการดูแลประคับประคองใจอย่างมาก สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุด คือ การถูกทอดทิ้ง การอยู่โดดเดี่ยว จึงอยากให้มีใครสักคนที่เข้าใจและอยู่ข้าง ๆ

ครอบครัว หรือผู้ดูแล ควรให้โอกาสผู้ป่วยแสดงความรู้สึก และความต้องการออกมา โดยพูดคุย เป็นผู้รับฟังที่ดี รับรู้เมื่อผู้ป่วยพูดเกี่ยวกับความกลัว พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้สึกของตนเองกับผู้ป่วย โดยไม่ตัดสินสิ่งที่ผู้ป่วยคิดว่าถูกหรือผิด และควรปฏิบัติตามความต้องการที่ผู้ป่วยร้องขอ หากพิจารณาแล้วว่ามาจากความต้องการที่แท้จริง

การดูแลประคับประคองจิตใจยังสามารถทำได้แม้เพียงการนั่งอยู่ใกล้ ๆ เงียบ ๆ จับมือ หรือสัมผัสอย่างนุ่มนวล รวมถึงสร้างบรรยากาศรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ้าง เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล

จัดการความเครียด

ปัญหาสำคัญที่มักเกิดกับผู้ป่วยระยะท้าย คือ ความเครียดเรื้อรัง จากการเจ็บป่วยที่ดำเนิน มาเป็นระยะเวลานาน จนเกิดผลกระทบทางกาย เช่น นอนไม่หลับ ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น ไม่ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ดีอย่างที่ควรเป็น และยังอาจส่งผลกระทบให้เกิดอาการท้องผูก หรือความดันโลหิตสูง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการจัดการความเจ็บปวด หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวด ควร บอกกับแพทย์เพื่อให้หาทางช่วยบรรเทา ไม่ควรเก็บความเจ็บปวดไว้คนเดียว เพราะ เมื่อได้รับการบรรเทาความเจ็บปวดทางกายแล้ว ย่อมส่งผลให้ความรู้สึกทางใจดีขึ้นตามไปด้วย

การจัดการความเครียดที่ดีที่สุด คือ สร้างความเข้าใจให้ทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลเข้าใจโรคที่เป็นอยู่ และการดำเนินของโรคว่า ถึงจุดไหนแล้ว มีการคาดการณ์และบอกกล่าวโดยแพทย์ว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เมื่อผู้ป่วยสามารถประเมินตัวเอง เลือกการดูแลรักษาตามความต้องการ เตรียมพร้อมด้านชีวิตส่วนตัว ครอบครัว ตลอดจนวางแผนและจัดการด้านการเงิน ด้านกฎหมายแต่เนิ่น รวมทั้งมีเวลาคลี่คลายสิ่งที่ติดค้างในใจ หรือความสัมพันธ์ที่มีปัญหาติดค้างกับบางคน ก็จะช่วยลดความเครียดที่มีในใจของผู้ป่วยลงได้มาก

จัดการความวิตกกังวล

ความวิตกกังวล มักทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ความไม่แน่นอนของชีวิต วิธีจัดการกับความวิตกกังวลที่ดี คือ การยอมรับ และเตรียมตัววางแผนด้านต่าง ๆ ให้พร้อม ทั้งชีวิตส่วนตัว เรื่องที่ติดค้างในใจ หรือความสัมพันธ์ต่าง ๆ

ผู้ป่วยที่มีการเตรียมตัวมาดีจะสามารถผ่านช่วงของความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ด้วยดี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการเจ็บป่วยระยะท้ายมาดีพอ มักรู้สึกไม่สบายใจ จนอาจจากไปอย่างไม่สงบในวาระสุดท้าย

ดูแลด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Care)

การดูแลจิตวิญญาณจะช่วยเติมเต็มจิตใจ เติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ป่วย ช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ผู้ป่วยระยะท้ายบางคนได้เห็นรูปเคารพ ได้สัมผัส ได้ฟังอะไรบางอย่าง หรือได้อยู่ในห้องที่สว่างสดใส จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ สุขสงบ ในช่วงเวลานี้ แพทย์จะลดการรักษาที่ไม่จำเป็นเพื่อลดการรบกวนผู้ป่วย หรือเลือกใช้ยาบางอย่างตามความเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายมากขึ้น ซึ่งการดูแลจิตวิญญาณสามารถทำตั้งแต่เริ่มป่วย และควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนวาระสุดท้าย

ความเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยระยะท้าย อาจมีทั้งความรู้สึกโกรธ หงุดหงิดง่าย หดหู่ สิ้นหวัง รู้สึกกลัวการเสียชีวิต วิตกกังวล มีความเครียดเรื้อรัง ซึมเศร้า ต่อรองขอมีชีวิตอยู่ต่อ ไปจนถึงยอมรับการจากไปของตนเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของจิตใจในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมผลกระทบกลับมาสู่ร่างกายในทางที่ดีหรือไม่ดีเช่นกัน การที่ผู้ดูแลคอยอยู่เคียงข้างผู้ป่วยตลอดเวลา คอยดูแลความสุขสบาย ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน ช่วยจัดเตรียมสิ่งของตามความเชื่อไว้ให้ก่อนตาย รวมถึงการช่วยให้ผู้ป่วยหมดกังวล โดยทำตามที่รับปากกับผู้ป่วยไว้ ช่วยกันเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านจิตใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ให้ยอมรับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น

และจะทำให้ในที่สุด ผู้ป่วยก็จะสามารถเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ เป็นสุข สงบงาม สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

0
0

บทความยอดนิยม

วางแผนดูแลชีวิตด้วยสิทธิในระบบประกันสุขภาพของรัฐ

การจัดการความเจ็บปวดในผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยมอร์ฟีน

บทความแนะนำ

ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

การแต่งตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า: ประเด็นกฎหมายสำหรับสังคมผู้สูงวัย