ฟังด้วยหู รับรู้ด้วยใจ

Share:

หลายคนพยายามหาวิธีการสื่อสารให้ผู้ป่วยเข้าใจและยอมรับภาวะสุดท้าย เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมเผชิญกับความตายได้อย่างหมดกังวล แต่ก็ต้องยอมรับว่า การพูดคุยในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าความจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปเช่นกัน หากรู้เทคนิคการสื่อสารแบบใจถึงใจ และเคารพในตัวตนของกันและกัน

เรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกัน เป็นแนวทางการสื่อสารจาก ดร.จูน – พ.ท.หญิง ผศ.ดร.จิตรวีณา มหาคีตะ อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า วิทยากรบรรยายเรื่องสรีรวิทยาภาวะใกล้เสียชีวิต จิตอาสาการดูแลเยียวยาจิตใจผู้ป่วยระยะท้าย กระบวนกรด้าน empathy enhancement และโค้ชให้กับผู้ดูแล (Caregiver) ที่ต้องการดูแลจิตใจตนเอง 

“การยอมรับอะไรสักอย่าง ไม่สามารถบังคับได้ ต้องเกิดจากใจข้างในยอมรับเองด้วย”  ดร.จูนกล่าว “ผู้ป่วยจะสามารถยอมรับได้ว่า เขามาถึงระยะสุดท้ายแล้ว อาจไม่มีขั้นตอนหรือหลักวิชาการใด ๆ เพราะเกี่ยวโยงกับความรู้สึกและจิตใจ

“ถ้าเราเป็นผู้ดูแล เริ่มต้นจากตั้งใจอยู่กับคนตรงหน้าแบบเพื่อนมนุษย์ เปิดใจตัวเราเองก่อน ไม่คาดหวัง หรือตั้งใจว่า จะทำอย่างไรให้เขาเป็นแบบที่เราคิด หรือยอมรับได้เสียที ลองอยู่กับเขาด้วยใจ เช่น ถ้ารู้ว่าเขาทุกข์ หรือเศร้า ยังยอมรับไม่ได้ ก็รับฟัง ให้รู้ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร มีความกังวลหรือติดค้างอะไร เพื่อเข้าใจสาเหตุที่เขาติดค้างอยู่ได้ ตัวเราอาจเป็นคนแรกที่ยอมรับและเคารพเขาก่อนว่า เขามีสิทธิ์ที่จะยังไม่ยอมรับ แล้วอยู่กับเขาอย่างที่เป็น ไม่ทอดทิ้งแม้ว่าเขาจะยังยอมรับไม่ได้ก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม บางครั้งการรับฟังคนใกล้ตัวก็ไม่ง่ายนัก เพราะมีเรื่องราว ความรัก ความคาดหวังต่อกันอยู่ ซึ่งอาจปิดโอกาสของใจที่จะเชื่อมโยงเข้าหากันได้ ดังนั้น ให้ทำหัวใจเราเป็นภาชนะที่ว่าง เพื่อให้พร้อมรับสิ่งที่เขาพูด ตัวตนที่เขาเป็น หรือความต้องการที่แท้จริงของเขา รับฟังด้วยใจเคารพในสิ่งที่เขาคิด หรือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับเรา

“ขณะรับฟังนั้น อาจเกิดความคิดตัดสิน หรือไม่เห็นด้วยได้ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดอะไร พระอาจารย์ครรชิตสอนเรื่องการเจริญสติให้กลับมารู้สึกตัว สิ่งนี้ผู้ฝึกฟังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เมื่อเห็นการตัดสินเกิดขึ้นในความคิด ให้ระลึกรู้ ยอมรับตามจริงอย่างที่เป็น แล้วค่อย ๆ ฝึกวางการตัดสินนั้นลงโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษตนเอง จากนั้นค่อยเริ่มต้นฟังใหม่ จะช่วยให้ค่อย ๆ เข้าใจความรู้สึก ความต้องการของตนเองและผู้ป่วยมากขึ้น” 

แนวทางนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ฟังด้วยหู รับรู้ด้วยใจ” เพราะต้องใช้ประสาทสัมผัสการรับรู้แบบลึกซึ้ง ปล่อยวาง และไม่คาดหวัง

“เมื่อผู้ป่วยผ่อนคลาย วางใจ รู้สึกว่าปลอดภัย มีคนพร้อมเข้าใจเขา ก็จะค่อย ๆ ยอมบอกสิ่งที่อยู่ในใจระดับลึกออกมาได้ ให้เราฟังทั้งภาษาที่ได้ยินด้วยหู และภาษาที่รับรู้ด้วยใจ ทั้งคำพูดและไม่ใช่คำพูด ทั้งภาษากาย เพื่อเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของกันและกัน จนช่วยเปิดประตูไปสู่การยอมรับความตายร่วมกันในที่สุด”

0
0

บทความยอดนิยม

วางแผนดูแลชีวิตด้วยสิทธิในระบบประกันสุขภาพของรัฐ

การจัดการความเจ็บปวดในผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยมอร์ฟีน

บทความแนะนำ

ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

การแต่งตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า: ประเด็นกฎหมายสำหรับสังคมผู้สูงวัย