ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

Share:

รู้หรือไม่ว่า ค่าใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของคนไทย มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอื่น ๆ ของชีวิต จนอาจทำครอบครัวถึงกับล้มละลายได้ 

ข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพประชากรไทย โดยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ปี 2555 (Cancer control, knowledge into action World Health Organization, 2007) ระบุว่า แนวโน้มการเจ็บป่วยและตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทยเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้น 8 เท่า จาก 12.6 ในปี 2510 เป็น 43.8 ในปี 2540 และ 98.5 ต่อแสนประชากรในปี 2555 โรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจาก 25.3 ในปี 2548 เป็น 31.7 ต่อแสนประชากรในปี 2555 ความชุกของประชาชนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์อัมพาต เพิ่มจากร้อยละ 0.8 ในปี 2547 เป็น 1.6 ในปี 2553 สะท้อนถึงความต้องการการบริการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) มากขึ้น ประมาณการว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 

ส่วนข้อมูลงานศึกษาเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยนายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา (มติชนออนไลน์, 3/12/2560) ระบุว่า ในทางเศรษฐศาสตร์พบว่า ค่าใช้จ่ายของบุคคลในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต (ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้เสียชีวิต) มีมูลค่าสูงมากกว่าช่วงใด ๆ ของชีวิต คิดเป็นร้อยละ 8 – 11 ต่อปีของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และคิดเป็นร้อยละ 10 – 29 ของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยใน 

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการสำรวจการเข้าถึงสถานพยาบาลและรายจ่ายด้านสุขภาพของผู้ป่วยที่เสียชีวิต พ.ศ. 2548 – 2549 (โดย ชุติมา อรรคลีพันธุ์ วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ภูษิต ประคองสาย จิตปราณี วาศวิท อรศรี ฮินท่าไม้ และอาทิตยา เทียมไพรวัลย์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ปี 2550) พบว่า มีครัวเรือนที่อาจจัดได้ว่าอยู่ใน ‘สภาวะล้มละลาย’ โดยที่มีค่าใช้จ่ายภายใน 1 ปี ก่อนเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนที่มีฐานะยากจน 

จากข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมด ทำให้เราพอเห็นภาพได้ชัดเจนมากว่า คนไทยมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลช่วงสุดท้ายของชีวิตสูงมาก แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่องบประมาณสาธารณสุขของประเทศด้วย ในขณะที่มีงานวิจัยที่พบว่า การดูแลแบบประคับประคองช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลช่วงสุดท้ายของชีวิตได้

ในปี 2560 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำงานวิจัยที่สำรวจค่าใช้จ่ายใน 2 กรณี คือ กรณีผู้ป่วยมะเร็งภายใต้โครงการ UC พบว่า มีค่ารักษาพยาบาลเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเฉลี่ยราว 45,000 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดกว่า 3.4 แสนบาทในเดือนสุดท้ายของชีวิต แต่หากเป็นการดูแลในเดือนสุดท้ายที่บ้านอย่างมีมาตรฐานที่ผู้ป่วยมั่นใจได้ทั้งเรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็น วัสดุสิ้นเปลือง ค่าตอบแทนและการเดินทางของบุคลากรและผู้ดูแล จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 27,000 บาท ซึ่งน้อยกว่ากันถึงครึ่งหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อพูดถึงข้อดีของการดูแลแบบประคับประคอง นอกจากทำให้ผู้ป่วยใช้สิทธิเลือกการดูแลรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ตรงตามความต้องการ รวมถึงเป็นการดูแลที่เน้นคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่ายื้อชีวิตให้นานที่สุด ยังมีข้อดีในด้านเศรษฐกิจของครอบครัวที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการรักษาที่ไม่ทำให้หาย หรือไม่เกิดประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย 

ไม่เพียงเท่านี้ “สิทธิในการตายแบบมีสุขภาวะ” ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ยังได้รับการรองรับโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ช่วยให้ผู้รับบริการการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ โดยสวัสดิการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองของ สปสช. กำหนดสิทธิประโยชน์เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองใน 3 ชุดสิทธิประโยชน์หลัก เพื่อเบิกจ่ายครอบคลุมผู้ป่วยทุกกลุ่มโรคที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามหลักเกณฑ์ที่กรมการแพทย์กำหนด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีอย่างเหมาะสม คือ 

  1. ยามอร์ฟีนเพื่อบรรเทาอาการปวด 
  2. ชุดทำความสะอาด 
  3. ออกซิเจนพร้อมอุปกรณ์ร่วมกับการติดตามอาการตามความเหมาะสม 

โดยมีผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ สปสช. ต่อบริการดูแลแบบประคับประคอง โดย ดร.สุพล ลิมวัฒนานนท์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า นอกจากโรงพยาบาลหลายแห่งได้มีการพัฒนาระบบเยี่ยมบ้าน พร้อมจัดอุปกรณ์ราคาแพงให้ผู้ป่วยยืม เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องให้ยา เตียงผู้ป่วย และเครื่องดูดเสมหะ เป็นต้น ข้อมูลปี 2557 – 2558 ยังพบว่า จำนวนครั้งการเข้านอนในโรงพยาบาลลดลงจาก 9 ครั้งก่อนการเยี่ยมบ้าน เป็น 6 – 8 ครั้งเท่านั้น ขณะที่ค่าเบิกจ่ายการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยลดลง (Adjusted RW) จาก 1.5 เป็น 1.2 -1.3 ซึ่งน่าจะส่งผลในการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการเดินทางไปโรงพยาบาลของครัวเรือนได้ ชี้ให้เห็นถึงผลบวกและทิศทางการผลักดันนโยบายนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น อบต. เทศบาล กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯระดับจังหวัด ที่จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจน หรือเครื่องให้ยา หรือเตียงผู้ป่วย และชุมชนที่จะร่วมกันดูแลให้ผู้ป่วยไปสู่สุคติภพ

เรียบเรียงจาก “เผยค่าใช้จ่าย 6 เดือนสุดท้ายก่อนตาย สูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงอื่น” ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

0
0

บทความยอดนิยม

วางแผนดูแลชีวิตด้วยสิทธิในระบบประกันสุขภาพของรัฐ

การจัดการความเจ็บปวดในผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยมอร์ฟีน

บทความแนะนำ

ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการดูแลแบบประคับประคอง

การแต่งตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาลไว้ล่วงหน้า: ประเด็นกฎหมายสำหรับสังคมผู้สูงวัย