อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข ข้อคิดจากศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส

Share:

มนุษย์ล้วนต้องการพบแต่สิ่งดี แต่จะมีสักกี่คนที่เคยวางแผนการตายของตัวเอง การตายแม้เป็นสิ่งที่สังคมมองว่าน่ากลัวจึงหลีกเลี่ยงที่คิดถึง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่า “ความตาย” เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นกับเราในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส คณะนิติศาสตร์ และที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพ และจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ข้อคิดในงานอบรม ‘อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข’ ไว้ว่า  

“ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ มหาเศรษฐี หรือคนทั่วไป คงเคยวางแผนการทำงาน วางแผนการเงิน วางแผนชีวิตครอบครัวให้ดีได้ แต่เคยวางแผนการตายดีแล้วหรือยัง เราอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท การวางแผนชีวิตถือว่าลดความประมาทลงไปได้”

การตายดีใน ความหมายของ อ.แสวง คือการเตรียมตัวในช่วงสุดท้ายของชีวิต ลึกๆ แล้วทุกคนล้วนมีความต้องการที่จะมีชีวิตช่วงท้ายที่ทรมานน้อยที่สุด ไม่เป็นภาระแก่คนรอบข้าง และจากไปอย่างมีคุณภาพ ซึ่งนับว่าเป็นการตายดีของหลายคน

แต่บางคนมีสิ่งที่ต้องการมากกว่านั้น เช่น ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ ไม่ต้องการสอดท่อช่วยหายใจ หรือการรักษาบางอย่างที่ทำไปเพียงเพื่อจะยื้อชีวิตเราไว้เท่านั้น แต่เราเคยบอกความประสงค์เหล่านั้นให้แก่คนรอบข้างแล้วหรือยัง

การทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ปัจจุบันความคุ้มครองทาง กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุไว้ว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยื้อการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

นอกการจากการเขียน Living Will จะช่วยแสดงความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยแก่คนรอบข้างแล้ว ยังช่วยให้ แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาแบบประคับประคองได้อย่างสบายใจ

ในมุมมองทางการแพทย์ การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative care เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยและครอบครัวได้วางแผนเลือกวิธีการรักษาร่วมกัน เช่น ต้องการอยู่ที่บ้านหรือโรงพยาบาล เมื่อหัวใจหยุดเต้น อยากให้แพทย์กระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นหรือไม่ ต้องการเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ เป็นต้น ผู้ป่วยสามารถแสดงต้องการเหล่านี้ไว้ได้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ได้ใน 2 รูปแบบ

1. จัดทำเอกสารเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของตนเองเกี่ยวกับการเลือกวิธีการรักษาเมื่อเจ็บป่วยในระยะสุดท้าย

2. มอบหมายให้บุคคลใกล้ชิดมีอำนาจตัดสินใจเรื่องการดูแลทางการแพทย์ในวาระสุดท้ายของตน

ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยระยะท้ายมักมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่ญาติอาจตกใจและรับมือไม่ถูก เช่น หายใจติดขัด หอบ อาการกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ อ่อนเพลีย หรือ ระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติไป ญาติจึงต้องเตรียมความพร้อมและฝึกรับสภาพที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยด้วย

“ตามดู รู้ทัน วางจิตเป็นอุเบกขา หากช่วงวาระสุดท้ายจิตยึดร่าง มันจะเกิดทุกข์” คือข้อคิดด้านการช่วยเหลือในแง่มุมศาสนา ที่ อ.แสวง เตือนให้รู้ว่า หากเรามีการฝึกจิดที่ดี แม้ร่างกายเป็นทุกข์ แต่ใจสามารถเป็นสุขได้ ความตึงเครียดของผู้ป่วยและญาติก็จะลดลง และมีคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดีขึ้น

นั่นคืออีกความหมายหนึ่งของการ “ตายดี”

———-

ข้อคิดจากงานอบรม “อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข” จัดโดย ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม สนับสนุนโดย สสส. 27 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

ปรึกษาข้อมูลด้านการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย กับสายด่วนชีวามิตรได้ที่ 089-816-3116

ชมอัลบัมภาพการอบรมได้ที่นี่

1
0

บทความยอดนิยม

ชีวิตมีชีวาเมื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน – คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ความตายไม่น่ากลัว เท่ากับเรากลัวความตาย กฎหมายช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจ – ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีลมหายใจ ในการใช้ชีวิตอย่างมีชีวา และมีค่าสำหรับใครบางคน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน

บทความแนะนำ

คุณภาพชีวิตและทางเลือกการตาย เริ่มต้นได้ที่การออกแบบเมือง – ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

เบื้องหน้าที่สวยงามมาจากเบื้องหลังแห่งความพยายาม – ดร. อริสรา กำธรเจริญ

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย: สูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ แค่ออกกำลังกาย กินให้น้อย นอนให้พอ – ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ