ชีวามิตร ร่วมออกรายการเจาะใจ จากการเสวนาในงาน Healthy Living Day มหกรรมความรู้เพื่อการ อยู่สบายและตายดี ออกอากาศทางช่อง 9 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21:00 – 21:55 น.

Share:

หรือต้องมีเหตุการณ์การตายจำลองเข้ามาในชีวิต คุณถึงจะเห็นคุณค่าของคนที่คุณรัก

และนี้คือคำถามให้เราฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมการตายจึงเป็นเรื่องที่ควรได้เรียนรู้ ซึ่งจากการเสวนาในงาน Healthy Living Day มหกรรมความรู้เพื่อการ “อยู่สบายและตายดี” ที่จัดโดย อลิอันซ์ อยุธยา ร่วมกับ รายการเจาะใจ และ ชีวามิตร ณ โรงภาพยนต์สกาลา ออกอากาศทางช่อง 9 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21:00 – 21:55 น. ที่ผ่านมา กลุ่มคอลัมนิสต์ชื่อดังทั้ง 4 ท่านได้มาให้แง่คิดดี ๆ เกี่ยวกับ “ตายดี” ซึ่งประกอบด้วย คุณโหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, คุณเอ๋ นิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์, คุณอุ๋ย บุดด้าเบลส นที เอกวิจิตร, และผู้ก่อตั้งชีวามิตร-ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ โดยมีคุณดู๋ สัญญา คุณากร เป็นผู้ดำเนินรายการ

มุมมองในความตาย 

คุณเอ๋ นิ้วกลมได้ให้มุมมองไว้อย่างชัดเจนว่า “ชาติหน้า กับ พรุ่งนี้ ไม่รู้อะไรจะมาก่อน คือมันอาจจะเป็นเย็นนี้ก็ได้ การที่เราตระหนักถึงสิ่งนี้ จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแต่ละวันเวลามากขึ้น” คุณเอ๋เป็นคนที่เคยออกแบบการตาย จัดงานศพให้ตนเอง โดยให้คนที่เคารพมาพูดเรื่องความตาย และให้เพื่อนๆ พี่ๆ ที่สนิทได้พูดถึงเขาในงานศพว่ารู้สึกอย่างไรกับเขาบ้างในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ “ครั้งแรกที่ผมได้ไปงานศพของตนเอง และได้มาเห็นคลิปของผู้ที่พูดถึงผมในงานศพนั้น ผมถึงกับร้องให้ อย่างหนึ่งที่เราควรมีต่อกันในขณะที่ยังมีลมหายใจกันอยู่คือ การบอกว่า ทำไมเราควรจะอยู่บนในโลกใบนี้

สำหรับคุณอุ๋ยบุดด้าเบลส ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ก็มีวิธีการมองความตายให้เป็นเรื่องที่สบายๆ ว่า “เวลาที่เราเห็นว่าใครเครียดเรื่องอะไร และถ้าเราคิดว่าพรุ่งนี้หรือเย็นนี้ตายล่ะ เรื่องที่เครียดๆ อยู่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปเลย อันนี้เป็นสิ่งที่นำมาใช้ในชีวิตจริง และช่วยได้มาก ทำให้หายเครียด หรือ ทุกข์น้อยลงไปได้เยอะ”

ในขณะที่ทางคุณโหน่ง วงศ์ทนง เห็นว่า “หลายครอบครัวหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความตาย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคล ซึ่งในความจริงคนต้องตาย จึงให้สมมติว่า ถ้าเรามีชีวิตเหลืออยู่สัก 7 วัน เราเลือกที่จะทำอะไร คนส่วนใหญ่จะตอบว่าอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้นกับคนที่เรารัก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันสามารถลงมือทำได้เลย แต่คนมักจะเก็บสิ่งที่คิดว่าเป็นธรรมดาสามัญไว้ทำทีหลัง”

และสำหรับคุณจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ หรือ “ป้าศรี” ท่านมองว่า “ความตายไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่ตายแล้ว ความตายเป็นเรื่องของคนที่ยังอยู่ด้วย” เรื่องความตายอยู่กับ “ป้าศรี” ตั้งแต่จำความได้ เพราะว่าชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีแม่ เวลาไปโรงเรียนสมัยประถมคนมักจะถามอยู่บ่อยๆ ว่า ทำไมไม่มีแม่มางานโรงเรียน หรือทำไมคุณแม่ไม่มาส่ง “ป้าศรี” ก็จะตอบคำเดียวว่า “ตายแล้ว”

ความใกล้ชิดกับความตาย 
คนรุ่นใหม่อย่างคุณอุ๋ยบุดด้าเบลส ได้เคยมีงานศพให้กับตนเองในวัน Happy Death Day และได้อัดวิดีโอสั่งเสียกับบุคคลที่เขารักไว้ รวมถึงเรื่องการบริจาคอวัยวะร่างกายให้กับทางธรรม โดยทำเป็นคลิปวิดีโอวางศพทิ้งไว้ให้คนดูได้พิจารณา เพ่งศพ เห็นตอนศพเน่า ซึ่งจะแสดงถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังตายว่าถ้าปล่อยให้เน่าไปตามธรรมชาตินั้นจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น จนในที่สุดก็จะกลายเป็นดินกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งตอนที่คุณอุ๋ยทำงานศพให้กับตนเองนั้น เกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจากพ่อและแม่ และพบวิธีที่จะช่วยได้คือการฝึกอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าฝึกอยู่กับปัจจุบันได้ วันที่เราพลัดพราก เราจะทุกข์เพราะไปนึกถึงอดีต “ถ้าเราซ้อมที่จะอยู่กับปัจจุบันได้บ่อยๆ เมื่อถึงวันที่ต้องพลัดพราก เราเอาใจมาอยู่กับปัจจุบันได้ ก็จะไม่ไปจมอยู่กับความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพราก ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าจะซ้อมคือการซ้อมที่จะอยู่กับปัจจุบัน”

สำหรับคุณเอ๋ นิ้วกลมมีประสบการณ์ที่พบเจอกับความตายต่อหน้าคือ เรื่องราวของหมาบางแก้วที่เลี้ยงมา 13 ปี “มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้จับความตาย แล้วมันเงียบมากสำหรับผม ร่างของหมาเหมือนเดิม แต่มันมีบางอย่างที่ไม่อยู่แล้ว แวบหนึ่งในความรู้สึกเหมือนใจหาย และรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่คิดว่าสำคัญ เมื่อมันไป ก็คือมันก็จบเลย แต่ในอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันคือ ไม่มีอะไรเลยเนอะ..ชีวิต ผมกำลังคิดว่า นี่คือหมา แต่ถ้าเป็นคนในบ้าน คนที่เรารักตาย เราจะรู้สึกอย่างไร”

แม้แต่ทางคุณโหน่ง วงศ์ทนงเองที่เจอกับกับเหตุการณ์ของคุณพ่อเมื่อ 5 ปีที่แล้ว วินาทีที่คิดว่าท่านกำลังจะไป มันเหมือนในหนังที่มีภาพในอดีตผุดขึ้น พ่อพาเราไปดูหนัง พ่อพาเข้าร้านหนังสือเราอยากได้เล่มไหนพ่อซื้อให้ พ่อพาไปสวนสัตว์ พ่อขับรถพาไปต่างจังหวัด มันมีแต่ภาพดีๆ ขึ้นมาหมด และเมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอบอกว่าพ่อรอดปฏิหารย์ มันเป็นครั้งที่คุณโหน่งใกล้ชิดกับจินตนาการเรื่องความตายมากที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดในความสัมพันธ์กับพ่อที่จากเดิมเหินห่างกันมาก กลับมานึกถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ของพ่อและลูก และเตือนใจว่าอย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเรา คือ “การละเลยในเรื่องของความสัมพันธ์หรือความสำคัญของคนใกล้ๆ ตัว และคนที่มักถูกมองข้ามมากที่สุด ก็คือคนใกล้ๆ ตัวเรา”

และสำหรับ “ป้าศรี” ได้ให้แง่คิดว่า “ในความจริงแล้วนั้น ความตายใกล้ชิดเรามาก เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะความตาย และเราก็จะพูดถึงความตายที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหารหรือที่ใด ๆ” จากประสบการณ์ที่เคยนอนอยู่ในห้อง ICU ที่ยาวนาน “มันมาถึงจุดที่ว่าอะไรจะเกิดมันก็เกิดเท่านั้นเอง มีสติ หรือไม่มีสติ มันก็เป็นแบบนั้นแหละ” เวลาเข้านอนทุกคืน “ป้าศรี” จะนึกถึงภาพความอบอุ่นที่มีกับครอบครัว แล้วก็บอกว่า ประเดี๋ยวเราหลับและเราก็จะไม่ตื่น และเราก็จะไม่ได้เห็นเขาอีกเลย และใจก็จะโหวงเหวงมาก แต่เมื่อทำบ่อยเข้า…บ่อยเข้า จนเกิดความเคยชิน จะไม่เกิดเป็นทุกข์และไม่โหวงเหวง เพราะว่าซ้อมแล้วซ้อมอีก

ซึ่งคุณเอ๋ ได้ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจมากว่า “Moment ที่สำคัญที่สุด คือ moment สุดท้ายของชีวิต ถ้าเราจากไปด้วยภาพที่ทุรนทุรายนั้นมันจะถูกฝังอยู่ในใจคนที่เรารักไปอีกนานอาจจะทั้งชีวิตพวกเขาเลยก็ว่าได้ ในทางกลับกันถ้าเราจากไปด้วยการหลับตาลง และบอกด้วยรอยยิ้มว่า สบายใจเถอะ วันนี้จะต้องมาถึง มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ดี การจากกันที่ดี คือการเพิ่มความทรงจำที่ดีแก่กัน”

การจัดการบริหารหลังความตาย 

สำหรับคุณหญิงจำนงศรี “จากประสบการณ์ตอนไปที่รัฐวอชิงตันของอเมริกานั้นให้มีการย่อยศพให้เป็นดิน และลูกๆ ก็มารับดินไปเพื่อเอาไปปลูกต้นไม้ ที่ชอบสิ่งนี้เพราะมันกลับคืนสู่ธรรมชาติ และเป็นการจากไปโดยไม่สร้างมลภาวะใดๆ ให้กับโลก”

คุณอุ๋ยได้เล่าว่า ตอนที่เข้าคอร์ส วิถีสู่ความตายอย่างสงบ โดยพระอาจารย์ไพศาลกับทางชีวามิตร ที่ได้ถามถึงความรู้สึกของคนที่เคยดูแลพ่อแม่ที่ป่วยเป็นระยะเวลานานจนเสียชีวิตไป มีอันหนึ่งที่รู้สึกมากๆ เลยคือ “ความเสียใจ” กับการพลัดพราก ซึ่งนานวันไปมันจะค่อยๆ ลดน้อยลงได้ตามธรรมชาติ แต่ “ความรู้สึกผิด” ของลูกหลานที่ดูแลได้ไม่ดีพอ จะคงอยู่ไปอีกนาน จากคอร์สนี้คุณอุ๋ยได้พบกับวิธีการเตรียมตัวทั้งในด้านการแพทย์ จิตใจ และเรื่องกฎหมาย ซึ่งมันจะเป็นการจากกันอย่างสวยงาม คนที่อยู่ต่อก็จะไม่ทุกข์มากเท่ากับการไม่ได้เตรียมตัว

ซึ่ง “ป้าศรี” ได้ฝากเรื่องการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will นั้น ขอให้มีพยานลงนามรับรู้ไม่ว่าจะเป็นสามี หรือ ลูกๆ เพื่อมิให้มีการทะเลาะกันหรือผิดใจกันทีหลัง ซึ่งรวมถึงเรื่องพินัยกรรมทรัพย์สินทางมรดกด้วย ในเรื่องของใจ ที่ป้าศรีเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว และคิดอยู่เสมอว่า “ตัวเองจะต้องตาย ไม่เอาอะไรกับชีวิต ไม่เอาอะไรกับความตาย คือไม่เอาอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง”

การพูดถึงความตายทั้งหมดนี้ คุณเอ๋ได้แชร์ประสบการณ์ดี ๆ ที่เคยเข้าคอร์ส “เผชิญความตายอย่างสงบ” ของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ซึ่งการ “ซ้อมตาย” จะมีการนำภาวนาแล้วให้เราหลับตา แล้วค่อยๆ บอกว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง คุณจะตายแล้ว และค่อยๆ ถอยมาจนกระทั่งอีกไม่กี่วินาที คุณยังเหลืออะไรที่คุณยังไม่ได้ทำ จังหวะที่ค่อยๆ ถอยไป มันมีอะไรผุดขึ้นมาเยอะมากจนเหมือนว่าเรายังตายไม่ได้ เกิดการ “เป็นทุกข์” และ “กลัว” จนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้มีภาพผุดขึ้นมาว่ายังมีอะไรข้างหลังมากมายที่ยังไม่ได้ทำ คุณยังไม่ได้ขอโทษใครหรือเปล่า คุณยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกับใครหรือเปล่า ใน moment ที่เราจะต้องไปแล้วนั้น และนี่คือสิ่งที่ทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรอีก ทำอะไรได้ ก็ค่อยๆ ทำไปทุกๆ วัน”

สำหรับท่านใดที่สนใจดูคลิปออกอากาศดังกล่าว คลิกได้ที่ link ด้านล่างนี้

https://www.watchlakorn.in/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8816%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%992562-video-297381?fbclid=IwAR0wgVxHQT-vQBN3i-PbZto6Yo-s61ayqUwkufR9AmBMui_d7UFj_no0280

0
0

กิจกรรมของชีวามิตรล่าสุด

ชีวามิตรจัดงาน “เพื่อนตาย : “Living and Leaving Companion”

Exclusive talk ครั้งที่ 3 “เตรียมพร้อม ซ้อมตาย ด้วยใจสงบ”

Exclusive talk ครั้งที่ 2 “รู้จริง กฎหมายเพื่อการตายดี”

Exclusive talk ครั้งที่ 1 “คลุกวงใน รู้ลึกเรื่องคุณภาพชีวิตระยะท้าย”

การประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด