การมีชีวิตอย่างไม่มีคุณค่า

“…พี่และครอบครัวเข้าใจเรื่องความไม่แน่นอนมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ อย่างตอนที่คุณแม่ไม่สบาย ต้องเข้าๆ ออกๆ ห้องผ่าตัดบ่อยๆ ระหว่างรอก็เห็นเตียงคนป่วยเข็นไปเข็นมา บางคนก็อายุน้อยไม่น่าจะต้องมาผ่าตัดเลย นั่นทำให้พี่ยิ่งเห็นว่าไม่มีอะไรแน่นอน คนที่อายุเยอะกว่าไม่ได้แปลว่าต้องไปก่อน หรือจะเป็นเรื่องของพี่สาวของสามี เขาเส้นเลือดในสมองแตกอย่างกะทันหัน นี่ถือเป็นบทเรียนเล่มใหญ่ และย้ำว่าทุกอย่างไม่แน่นอน หมอก็เคยพูดไว้ว่าเขาไม่รอดแน่ๆ แต่เราคิดว่าไม่มีอะไรจะเสีย ลองสู้จนถึงที่สุด ก็นำพี่สาวลงมากรุงเทพฯ ถึงตอนนี้ผ่านไป 15 ปีแล้ว เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แค่นอนนิ่งๆ และพูดได้ไม่ชัด แต่รับรู้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนลูกสองคนก็กลายมาเป็นลูกของพี่กับสามีไปเลย เราส่งเรียนจนจบ บวช และก็แต่งงานไป พี่เองไม่ได้อยากให้ใครต้องเจอโจทย์ยากๆ ก่อนถึงจะเริ่มเตรียมตัว แต่บางทีมันช้าไป ถ้าสิ่งที่พี่เล่าและเจอมาในชีวิตเหล่านี้พอจะเป็นประโยชน์ พี่ก็อยากให้ทุกคนเอาไปใช้ หรือฉุกคิด และเลิกคิดเถอะว่านี่คือการแช่งตัวเอง …อย่างพี่ก็จะเขียน living will เขียนถึงสิ่งที่เรายังห่วง สิ่งที่เราต้องการไว้คร่าวๆ เหมือนการขีดเส้นประ เราไม่ได้กดดันตัวเอง แต่อนาคตสามารถเพิ่มเส้นประอื่นๆ ได้ตลอดเวลา ตอนที่ไปอบรมกับชีวามิตรฯ และ สสส. เขาสอนมากกว่า ‘ความเข้าใจเรื่องความตาย’ แต่ยังรวมไปถึงข้อกฎหมายต่างๆ และการเขียน living will อย่างในสหรัฐอเมริกา เวลาป่วยและต้องเข้าไปในโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ต้องหยิบไปด้วยคือประกันชีวิต และ living will สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ ตอนมีชีวิตอยู่เรายังอยากอยู่แบบมีความสุขเลย แล้วทำไมตอนจากไปเราจะไม่อยากจากไปอย่างมีความสุข และเราก็ได้เรียนรู้มันมากขึ้นกว่าที่ตัวเองเคยเข้าใจ Living will จะต้องให้เจ้าของเป็นคนตัดสินใจในขณะที่เขายังมีสติสัมปชัญญะอย่างครบถ้วน ซึ่งต่างจากการเขียนพินัยกรรม เพราะฟังดูเหมือนรวยมาก (หัวเราะ) กรณีนี้คือ อาจจะมีลูกหลายคน แล้วการจะแบ่งคนนั้นเท่านี้ คนนี้เท่านั้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ เลยมีข้อกฎหมายเข้ามากำหนด และห้ามเขียนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง เช่น บ้านหลังนี้ยกให้ทั้ง 3 คนนะ ให้อยู่ด้วยกัน เขียนแบบนี้ลูกจะตีกันตาย ในวันที่ทุกคนมีสะใภ้ มีเขย ถ้ารวมอยู่ด้วยกันอาจจะทุกข์ทรมานก็ได้ พี่เขียนว่าจะบริจาคดวงตา บริจาคอวัยวะต่างๆ แล้วบอกกันไว้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไร แต่เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจมากกว่า รวมทั้งการบริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน ด้วยเหตุผลคือพี่เคยแท้งลูก จึงตั้งใจไว้ว่าถ้าเลือดของเรา ลูกเราไม่มีโอกาสได้ใช้ เราก็จะให้คนอื่นต่อไป เพราะคุณรู้ไหม การบริจาคเลือดหนึ่งคนทำให้สามคนรอด และอาจจะยังทำให้ครอบครัวของสามคนนั้นรอดต่อไปด้วย คุณแม่พี่ก็เขียน living will เขาบอกกับพี่ว่าเก็บเงินไว้ที่ไหน หรืออะไรเก็บไว้ตรงไหน แล้วให้เราพี่น้องไปแบ่งกัน สั่งว่าไม่ต้องใส่เสื้อสีดำไปงานศพ ไม่ต้องเศร้า ขอให้ลูกสนุกๆ เมื่อทุกคนได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้วก็จะสบายใจขึ้น พี่มองว่า “การมีชีวิตอย่างไม่มีคุณค่านั้นคือความทรมาน การตายโดยที่ไม่ได้ฝากฝังอะไรไว้ก็คือความทรมานเช่นกัน นั่นทำให้พี่รู้สึกว่าการเตรียมตัวสำคัญ และการใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้อย่างดีก็สำคัญ” เราจึงมีสติมากขึ้น และมีความสุขได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย พี่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหันมามองเรื่องนี้ในทางบวกเหมือนกันหมดได้ …ไม่ใช่ว่ารอให้สัญญาณมาบอกก่อนแล้วถึงค่อยทำ เราจะต้องไม่มีคำว่า ‘ถ้ารู้อย่างนี้นะ…’ เป็นคำที่ไม่ควรพูดติดปากเลย หากเราทำวันนี้ให้ดีมีคุณค่าแล้ว เราจะต้องไม่มีคำว่ารู้อย่างนี้ แต่ทุกวินาทีคือการเตรียมพร้อม…” ‘ดีเจพี่อ้อย’ – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล