คุณแม่เคยมีประสบการณ์ดูแลคุณพ่อตอนเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย

“…คุณแม่เคยมีประสบการณ์ดูแลคุณพ่อตอนที่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย หลังจากที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าสามารถกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านได้ โดยที่ทางครอบครัวและก็ผู้ป่วยเองยินยอมที่จะมารับการรักษาที่บ้าน แล้วก็ไปพบหมอตามนัด โดยมาทำบ้านให้คล้ายๆกับโรงพยาบาล มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งเห็นคุณแม่ทำแล้วก็มีความรู้สึกว่า จริงๆแล้วครอบครัวสามารถดูแลคนป่วยแล้วก็ยืดเวลาความสุขให้กับคนป่วยได้มากที่สุด เพราะว่าเท่าที่เห็นคุณพ่อ แม้จะเป็นผู้ป่วยที่คุณหมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ปรากฎว่า เห็นคุณพ่ออยู่กับลูกๆ ทุกๆวันด้วยใบหน้าที่มีความสุขแม้ตัวจะป่วย แต่ว่ารู้สึกเหมือนจะมีจิตใจที่มีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ แต่เวลาที่ทุกข์ทรมาน เราก็รู้สึกทุกข์ทรมานไปด้วย คุณพ่อก็มักจะบอกในช่วงที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ว่า ถ้าเกิดถึงขั้นวิกฤตเหมือนที่เราไปเห็นที่โรงพยาบาล อย่าทำกับคุณพ่ออย่างนั้น อย่าใส่ท่อหายใจ อย่าทำอะไรที่มันเป็นการสอดใส่สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติเข้าไปในร่างกาย คุณแม่ก็เหมือนจะทำใจได้ในขั้นนึง เพราะเห็นคุณพ่อมีความสุข หลังจากที่มาอบรม กับชีวามิตรและ สสส แล้ว ได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่อง “การตายดี” การทำให้ผู้ป่วยมีความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ทุกข์ ไม่ทรมานและคนดูแลก็ไม่ทุกข์ด้วย คนดูแลได้ใกล้ชิด ได้เข้าใจ ได้พูดคุย ได้สัมผัสกันมากขึ้น ส่วนตัวก็จะนำมาปรับใช้ในการดูแลคุณแม่ซึ่งตอนนี้เริ่มป่วย การอบรมยังให้ความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สิน เรื่องการเขียนความตั้งใจ บอกกล่าวสั่งเสียไว้ก่อนตายเพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆจะคิดอะไรไม่ออก จะบอกอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมไว้ในช่วงที่เรายังมีสติสัมปชัญญะ แล้วก็มีชีวิตที่เป็นปกติธรรมดาอยู่ มันจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะได้เขียนทุกอย่างได้อย่างถูกต้องที่สุดค่ะ ปกติก็จะระลึกอยู่เสมอว่าความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้จะเกิดกับเราหรือกับคนใกล้ชิดของเราวันไหนเมื่อไหร่ จะอ่อนเยาว์หรือสูงวัย อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นก็เลยไม่ได้กลัวกับความตาย แต่กลัวกับการที่จะต้องดูแลในระยะที่เห็นคนที่เรารักจะจากไปด้วยความทุกข์ทรมาณ ไม่อยากเห็นภาพนั้น อยากเห็นภาพที่จากไปด้วยความสุขและก็ความเข้าใจที่ดีซึ่งกันและกัน การรักษาแบบประคับประคอง palliative care เป็นดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลให้มีความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย เวลามันเหลือไม่มาก เพราะฉะนั้นหากเราดูแลกันด้วยความเข้าใจ ผู้ป่วยมีความสุขกับการอยู่ และก็จากเราไปอย่างมีความสุข ผู้ที่ดูแลก็จะได้ไม่มีความรู้สึกติดค้าง เพราะเท่าที่ผ่านมาหลายคน ด้วยความรักนะคะ ต้องเข้าใจธรรมชาติของคนว่าเพราะความรัก เราก็ต้องการยื้อคนที่เรารักและก็ตัวเราเองให้อยู่ได้นานที่สุด แต่ถ้ายื้อด้วยวิธีการที่เค้าทุกข์และก็ทรมาน เราควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเจ็บป่วยดีกว่า ถ้าเป็นตนเองก็ไม่รับในเรื่องของการที่จะต้องใช้อุปกรณ์พยุงชีพ หรืออะไรที่มันไม่เกิดประโยชน์ในการรักษาโรค หรือเป็นเพียงแค่ยืดเวลา ที่สำคัญเราเชื่อและเคารพในการตัดสินใจของคนที่เรารัก ว่าเขาเองก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเขาและเพื่อเราอยู่แล้ว อรอุมา เรียบร้อย เรืองสังข์ ประชาสัมพันธ์ อบจ.นครศรีธรรมราช ที่มา : กิจกรรมอบรม “อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข” จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการสื่อสารเพื่อส่งเสริมคุณภาพการอยู่อย่างมีความหมายจากไปอย่างมีความสุข สสส