จากที่เคยได้ยินคือก่อนตายให้นึกถึงสิ่งดีๆ

“…เนื่องจากผมสอนวิชาพุทธศาสนาอยู่แล้ว ทำให้ค่อนข้างคุ้นเคยเรื่องการตายดีและการจากไปอย่างสงบตามหลักศาสนา แต่การไปอบรมครั้งนั้นกับชีวามิตรฯ และสสส. ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองด้านอื่นๆอีกหลายด้าน เช่น กฎหมายทการแพทย์ สิทธิที่เรามีตาม พ.ร.บ. ว่าเราสามารถเลือกรับการรักษา หรือเลือกที่จะไม่รับการรักษาอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์กับเราได้ด้วยการเขียน Living will ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมเองจะยังไม่ได้เขียน Living will จริงจัง แต่ผมก็ได้กลับไปบอกญาติผู้ใหญ่และบอกลูกศิษย์ที่มีญาติผู้ใหญ่ใกล้จะเสียชีวิต จนมีลูกศิษย์คนหนึ่งที่เขาได้นำไปใช้จริง เพราะว่าญาติผู้ใหญ่ของเค้ากำลังอยู่ในช่วงโคม่า โดยได้กำชับหมอกับพยาบาลว่าขอไม่ปั๊มหัวใจ ปล่อยให้เขาไปอย่างสบายและเป็นธรรมชาติ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ซึ่งตรงกับทั้งความต้องการของคนไข้และญาติ …ถ้าเรามองในมุมศาสนาพุทธ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเกิดแก่เจ็บตายกันอย่างปล่อยปละละเลย ในขณะที่มีชีวิตอยู่เราต้องรักษาสุขภาพ กินอะไรที่เป็นประโยชน์ นอนให้พอ แต่พอถึงวาระที่ต้องเปลี่ยนภพชาติ อารมณ์ก่อนตายจะเป็นเรื่องสำคัญ พูดง่าย ๆ จากที่เราเคยได้ยินคือ ก่อนตายให้นึกถึงสิ่งดีๆ แล้วเราจะไปในภพภูมิที่ดี ความเชื่อนี้เป็นสิ่งที่พุทธศาสนาเน้นมาก เพราะฉะนั้นถ้าถึงในวาระสุดท้ายแล้วลูกหลานพยายามยื้อให้ผู้ป่วยไปอย่างทรมาน หรือพยามรักษาแม้ว่ามันจะสิ้นหวังแล้ว เช่น เจาะนั่นเจาะนี่ คนไข้ก็คงได้รับทุกขเวทนาเพราะว่ามันมีความเจ็บปวด เหมือนเขาจะไปก็ไม่ให้ไป ทำให้จิตเขาอาจเศร้าหมอง ถ้าทำแบบนี้ก็แทบพูดได้ว่าเป็นการส่งให้ญาติเราไปในที่ไม่ดี …แต่แน่นอนว่ามันยังเป็นประเด็นที่อาจเกิดการเข้าใจผิดได้ง่าย คนในสังคมควรศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าการปฏิเสธการรักษาไม่ใช่การปล่อยให้เค้าตายโดยไม่ทำอะไร จริงๆแล้วแพทย์เขารักษาอยู่แล้ว แต่เป็นแบบประคับประคองให้เขาไปถึงวาระสุดท้ายอย่างสวยงามที่สุดต่างหาก…” รศ. ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์