ตอนอายุ30ปีเกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าแรงสูงดูด

“…ตอนอายุ 30 ปี เกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าแรงสูงดูด เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มองเห็นว่าสุขภาพสำคัญ มือเกือบโดนตัด หมอคนหนึ่งให้ตัดออก แต่หมออีกคนอยากให้เก็บไว้ รู้สึกหดหู่มากหลังจากผ่าตัด ผมอาบน้ำไม่ได้ ต้องเช็ดตัวตลอด วันหนึ่งเมื่อแผลดีขึ้น หมอบอกว่าคุณทนงศักดิ์วันนี้อาบน้ำได้แล้วนะ เราเข้าไปอาบน้ำ วินาทีที่น้ำจากฝักบัวสาดเข้ามาที่ร่างกาย เฮ้ย นี่คือความสุข มันไม่ได้อยู่ไกล นี่ไง ความสุขอยู่รอบตัวเรา ตอนมือปกติ เราไม่เคยรู้สึกถึงคุณค่า มองแต่เรื่องของนอกกาย แต่วันหนึ่งเมื่อมือใช้การไม่ได้ เราขอแค่ให้มันกลับมาใช้ได้เหอะ แค่นี้เพียงพอกับชีวิตที่เหลืออยู่ของเราแล้ว ตอนอยู่ในโรงพยาบาลเราเห็นสุขภาพของคนไข้แต่ละคน ช่วงหนึ่งปีในโรงพยาบาล 6 เดือนแรกนอนรักษาตัว อีก 6 เดือนต่อมาทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นมือยังแทบจะใช้การไม่ได้ แต่เราสู้ อดทนทำกายภาพจนมือกลับมาใช้ได้อีกครั้ง เราได้รู้เลยว่าชีวิตนั้นไม่จีรัง เรารู้สึกว่าความตายน่าหวาดกลัว หลังผ่าตัดตื่นขึ้นมาเราลืมตา ทำไมมองไม่เห็น นึกว่าตัวเองตายไปแล้ว เรากลัวมาก คิดว่าหรือว่าเราตายไปแล้ว สักพักหนึ่งสายตากลับมาใช้ได้ หายใจเฮือกใหญ่ เฮ้ย เรายังไม่ตาย เหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้นให้บทเรียนมากมาย เรารู้สึกเลยว่าความตายน่ากลัวมากเพราะเราไม่เคยเตรียมตัวเผชิญหน้ากับมัน กลัวเพราะความไม่รู้ เราเลยเริ่มเรียนรู้ว่าต้องพร้อมที่จะตาย ต้องทำความดีให้เพียงพอที่จะสบายใจว่าเราได้ฝากอะไรไว้บนโลกใบนี้ เราเรียนรู้ว่าจริงๆ ความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นความสมบูรณ์แบบของการมีชีวิตอยู่ คนเรากำหนดไม่ได้หรอกว่าชีวิตจะจบลงวันไหน แต่ผมเตรียมพร้อมให้กับความตายทุกวัน เหมือนการเตรียมตัววิ่งเพื่อให้พร้อมลงสนามมาราธอนตลอดเวลา ถ้าวันนี้เขาเรียกให้เราไปวิ่งก็วิ่งได้เลย เพราะฉันสร้างความพร้อมให้กับตัวเองเสมอ เมื่อความเจ็บป่วยมาเยี่ยมเยือนทำให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการออกกำลังแล้วลุกขึ้นมาวิ่งอย่างจริงจัง ภรรยาผมป่วยเป็นมะเร็งนาน 3 ปี ผมเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมากเพราะต้องพาเขาไปรักษา เราเห็นภรรยาอายุ 40 ปีป่วย เห็นคนแก่ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ อายุ 3 ขวบยังเจ็บป่วยด้วยโรคหนักๆ เพราะฉะนั้นการเจ็บป่วยเป็นได้ทุกช่วงวัย การเกิดโรคภัยจากสาเหตุที่ระบุไม่ได้ผมยอมรับได้นะ แต่อะไรที่เราควบคุมได้ เช่น โรคอ้วนหรือความดันโลหิต ทำไมไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตตัวเองล่ะ ตอนนั้นคิดโครงการ วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปดอยตุง ใช้เวลาออกวิ่งร่วม 1 เดือน มีคนถามว่าเราทำได้ยังไง บางคนคิดว่าบ้าหรือเปล่า มันยากหรือเปล่า ไม่ว่าคนจะมองยังไง ผมอยากบอกว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญและผมยินดีที่จะแบ่งปันเรื่องนี้ อย่ารอให้ถึงวันที่ทุกอย่างสายเกินแก้ไข ช่วงท้ายก่อนภรรยาคนแรกจากไป ผมพาเขามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนเช้าพอส่งลูกไปโรงเรียนเรียบร้อย ขณะที่ภรรยายังหลับอยู่ ผมจะออกมาวิ่งที่สวนลุมฯ ทุกวันที่เราออกไปวิ่ง ตอนตีสามผมจะเห็นสภาพคนป่วยมารอรับการตรวจ หลายคนบอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่พอคุณป่วย ทำไมถึงมีเวลามานั่งรอกันทั้งวันแบบนี้ล่ะ เพราะคุณยอมจำนนไง แต่ตอนไม่ป่วยทำไมไม่แบ่งเอาเวลาสักหนึ่งชั่วโมงของแต่ละวันมาออกกำลัง พอตอนนี้คิดได้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นผมขอบคุณความเจ็บปวดที่ผ่านมาทุกเรื่องเพราะมันทำให้ผมมีวันนี้…” ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ นักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ