วันที่คุณพ่อเสียด้วยโรคชรา

“…ความกลัวที่จะทรมานก่อนตาย คือสิ่งที่คนขี้กลัวอย่างเรากลัวที่สุด การตายไม่ใช่ประเด็นเลย ตายก็จบ แต่ความตายนั้นย่อมส่งผลให้คนรอบข้างเศร้าเสียใจ ซึ่งเป็นภาวะปกติของมนุษย์ การพลัดพรากมันต้องเสียใจอยู่แล้ว เรากลัวว่าคนที่อยู่จะใช้ชีวิตอย่างไร กลัวว่าลูกหลาน สามี ภรรยา จะอยู่อย่างไร การงาน ธุรกิจของเราจะเป็นอย่างไร จะดูแลกันได้ไหม ใครจะรับช่วงต่อ คือสิ่งที่บางคนกลัวเป็นลำดับต่อมา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความทั้งกลัว กังวล และวิตกจริต วันที่คุณพ่อเสียด้วยโรคชรา และเสียชีวิตระหว่างทาง เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่กรูเข้ามาเตรียมพร้อมปั๊มหัวใจ บังเอิญมีพยาบาลคนหนึ่งวิ่งมาถามว่าจะปั๊มไหม เราถามกลับว่า หยุดหายใจมากี่นาที เขาก็บอกว่าจากที่เขาประเมินน่าจะไม่ต่ำกว่า 15 นาที เราเป็นคนเดียวตรงนั้นที่บอกว่าไม่ปั๊ม ทุกคนก็ปล่อยคุณพ่อไป โชคดีที่เราได้รับความรู้ก่อน ก็พอรู้ว่าการปั๊มคือการยื้อที่เจ็บปวดมาก โดยเฉพาะคนสูงอายุ ในเมื่อเรากลัวอย่างอื่นที่ไมใช่ความตาย เราก็ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง เราจะต้องสื่อสารเรื่องนี้ ใช้ชีวิตของเราให้มีความหมาย รวมไปถึงเอกสารต่าง ๆ ก็ต้องทำ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การสาปแช่งหรือเรื่องอัปมงคล แต่มันคือการวางแผน ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส เคยบอกว่า ถ้าคุณทำแบบเงียบ ๆ แล้วไปเก็บไว้สักที่ มันก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครรู้ ความรู้ช่วยให้เรากลัวสิ่งที่ไม่รู้น้อยลง เราได้มีโอกาสไปอบรมกับชีวามิตรฯ และ สสส. ได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งเรื่อง palliative care หรือ Living will เซ็นกำกับแนบไปยื่นได้ที่เวชระเบียน เมื่อถึงเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินกับเรา เขาก็จะได้รู้และสิ่งที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับญาติเพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าเราต้องการอะไร และไม่เข้าใจผิดว่าอาการเจ็บป่วยของเรามีทางออกเดียวคือยื้อ แต่พวกเขาจะรู้ว่ายังมีทางเลือกอื่น ๆ อยู่อีก และเป็นทางเลือกที่เราไม่ต้องทรมานในวันที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้แล้ว…” สุมาลี แซ่เตีย ผู้ประสานงานโครงการรักแท้รอได้(TRUE LOVE) มูลนิธิกล้าทำดี