หากไม่พูดถึงเรื่องนี้เราก็ยังต้องตายอยู่ไหม

“…คุณแม่เป็นตัวอย่างของคนที่เป็นมะเร็งแล้วมีสติและมีปัญญาดีมาก ท่านป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูก หมอตัดออกไปแล้ว แต่ยังเหลือส่วนเล็กๆ ที่ติดกับเส้นเลือดใหญ่ จุดนั้นตัดออกไม่ได้เพราะอันตรายเสี่ยงต่อชีวิต ก่อนหน้านี้พวกเราก็ทำทุกอย่างแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล แม่ก็เลยปล่อยวางและเตรียมตัว เพื่อมาบอกเล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งบอกกับลูกว่าหากมันโตขึ้นอีก แม่จะไม่รักษา แม่ปล่อยเลย ให้ลูกเตรียมตัวเตรียมใจและรับรู้ ซึ่งแม่ก็ยอมรับความเจ็บป่วยได้ ท่านไม่เคยบ่นว่าแม่ทุกข์จังเลย ยังใช้ชีวิตตามปกติ ไปหาหมอตามนัดกลับมาบ้านก็ทำกับข้าวกิน ดูแลต้นไม้ประจำทุกวัน ทำในสิ่งที่ท่านชอบ แม่ไม่เคยคร่ำครวญหรือเรียกร้องสิ่งใด เพราะที่ผ่านมาแม่เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว และถือว่าเป็นความโชคดีของเรา ในทางตรงกันข้าม คุณพ่อท่านป่วยเป็นความดัน หน้ามืดแล้วล้มลง ทำให้เนื้อสมองส่วนหนึ่งตายจนมีอาการสมองเสื่อมจากคนที่ดีๆ อยู่กลับเริ่มดูแลยาก ช่วยตัวเองได้ยาก และสื่อสารกันได้ลำบาก ส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่า แม้วันนี้เราแข็งแรงดี แต่ช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นคนป่วยทันทีก็ได้ ถามว่า หากไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย แล้วเรายังจะต้องตายอยู่ไหม… ก็ตายอยู่ดี (หัวเราะ) ดังนั้น การพูดกันก็จะดีกว่าไหม หากการพูดนั้นหมายถึงการที่เราได้เตรียมตัวตาย ซึ่งได้ประโยชน์กว่าการไม่พูดเสียอีก ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใครจะกลัวหรือไม่กลัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่อให้ไม่ชอบ ต่อให้กลัว ยังไงก็ตายอยู่ดี ในเมื่อเรารู้แน่แล้ว มาเตรียมตัวไม่ดีกว่าหรือ ทำใจหรือวางใจให้ถูกก่อนไม่ดีหรือ เราก็จะได้วางแผนล่วงหน้า เพราะไม่รู้ว่าวันของเราจะมาถึงเมื่อไหร่…” ‘เอ็ดดี้’ – พิทยากร ลีลาภัทร์ ธนาคารความสุข (Happiness Bank) นักเขียนและวิทยากรผู้บรรยายเรื่องธรรมะแบบเข้าถึงง่ายและเข้าใจได้ไม่ยาก ชวนสำรวจ ‘ความจริงตามธรรมชาติ’ และ ‘ความธรรมดาของชีวิต’ เพราะทุกสิ่งล้วนตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง รวมทั้งลมหายใจของเรา