- คลังความรู้
- ร่างกายกำลังบอกลา
ร่างกายกำลังบอกลา
เข้าใจสรีรวิทยาในภาวะใกล้เสียชีวิต
เรื่องโดย ทีม Content ชีวามิตร
การเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของผู้ป่วยระยะท้าย หรือภาวะใกล้ตาย เป็นเรื่องสำคัญมาก จะทำให้เราสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ไม่ยัดเยียดการรักษาที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ และสามารถลดการรักษาที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย บางครั้งยังเพิ่มความเจ็บปวดทรมาน จนทำให้คนที่เรารักต้องจากไปอย่างไม่สงบ
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในภาวะใกล้ตาย มีอะไรบ้าง
อาการเบื่ออาหาร
เมื่อระบบทางเดินอาหารของผู้ป่วยทำงานลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถย่อยสารอาหารให้เป็นพลังงานสำหรับนำไปใช้ต่อได้ สมองส่วนที่ควบคุมความหิว ความอิ่ม ก็เริ่มหยุดทำงาน เรียกได้ว่าเป็นช่วงระยะที่ร่างกายต้องการพักแล้ว การไม่กินอาหารจะทำให้ร่างกายพักได้อย่างเต็มที่
ในบางครั้งความรู้สึกเบื่ออาหารที่เกิดขึ้นถือเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะจะทำให้สารคีโตนในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ได้
เมื่อเข้าสู่ช่วงเบื่ออาหาร ผู้ป่วยจะเริ่มปฏิเสธอาหารและแสดงออกด้วยการเม้มปาก กัดฟัน ไม่ยอมทานอาหาร จึงไม่ควรคะยั้นคะยอให้ผู้ป่วยรับอาหาร เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องอืด สำลัก หรืออาเจียน และที่สำคัญคือ ไม่ควรใส่สายให้อาหาร เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดแล้วยังเพิ่มเจ็บปวดทรมาน รวมถึงความรู้สึกระคายเคืองจากการใส่สายให้อาหารอีกด้วย
พูดและมองเห็นลดลง
การพูดและการมองเห็นเป็นอวัยวะรับรู้ความรู้สึกที่สูญเสียเป็นสิ่งแรก ๆ ผู้ป่วยจะสูญเสียการสื่อสาร อาจมองสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่มีความหมาย จนบางครั้งทำให้คนรอบข้างเข้าใจผิดว่า ไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่ความจริงประสาทรับฟังของผู้ป่วยบางราย ยังทำงานได้อยู่ และสามารถรับรู้สิ่งที่คนรอบข้างพูดคุย
สำหรับผู้ดูแลและญาติพี่น้องไม่ควรร้องไห้ฟูมฟาย หรือไม่ควรพูดคุยในเรื่องที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจ เพราะผู้ป่วยจะเกิดความกังวล หรือความห่วงใย และควรพูดคุยแต่สิ่งที่ดี ๆ เช่น ความดีที่ผู้ป่วยเคยทำ ความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อผู้ป่วย และอย่าลืมสังเกตสีหน้า หรือภาษากายของผู้ป่วยด้วย และที่สำคัญต้องไม่ฝืนในสิ่งที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ
อาการอ่อนเพลีย
การที่ผู้ป่วยระยะท้ายรู้สึกอ่อนเพลีย การเคลื่อนไหวร่างกายจะลดลง ผู้ป่วยจะรู้สึกง่วงและอยากนอนหลับตลอดเวลา เราจึงควรให้ผู้ป่วยในระยะนี้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ควรปลุกผู้ป่วยให้ตื่น ไม่ควรพูดคุยกันในสิ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจ หรือเป็นกังวล เพราะคิดว่าผู้ป่วยไม่ได้ยิน
ช่วงที่ผู้ป่วยนอนหลับเป็นระยะเวลานาน ควรดูแลและระวังอาการแผลกดทับ หรืออาการเจ็บปวดต่าง ๆ ควรช่วยประคับประคองผู้ป่วยด้วยผ้านุ่ม หมอน หรือที่นอนลม หมั่นดูแลและทำความสะอาดไม่ให้อับชื้น ช่วยพลิกตะแคงตัว หรือเคลื่อนไหวข้อต่อ และปล่อยให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
ดื่มน้ำลดลง
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้าย จะดื่มน้ำน้อยลง หรือไม่ดื่มเลย เพราะสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ความอิ่มจะเริ่มหยุดทำงาน จึงไม่ควรบังคับ หรือฝืนให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ หรือให้สารน้ำทางร่างกาย เช่น น้ำเกลือ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด เกิดอาการคั่ง หรือบวมน้ำได้
ผู้ดูแลควรสังเกตว่า ถ้าผู้ป่วยเริ่มริมฝีปากแห้ง จมูกแห้ง และตาแห้ง ให้หมั่นทำความสะอาด และรักษาความชื้นไว้ ด้วยการใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำแตะที่ริมฝีปาก หรือใช้ผ้าก๊อซเช็ดช่องปากให้ผู้ป่วยอย่างนุ่มนวล และใช้สีผึ้ง หรือวาสลีนทาริมฝีปากเพื่อช่วยลดอาการแห้ง ส่วนอาการตาแห้งที่เกิดขึ้นเพราะผู้ป่วยนอนหลับตาไม่สนิท เราควรช่วยด้วยการหยอดน้ำตาเทียม
การทำงานของไตลดลง
ไตของผู้ป่วยระยะท้ายจะเริ่มไม่ทำงาน หรือมีภาวะไตวาย การขับของเสีย หรือปัสสาวะ เริ่มเกิดการเสียสมดุล ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะลดลง จึงไม่ควรให้สารน้ำจำนวนมากในระยะนี้ โดยเฉพาะน้ำเกลือ เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะคั่ง บวมน้ำ มีน้ำท่วมในปอด มีเสมหะมาก และหายใจลำบากขึ้น
การทำงานของตับลดลง/ระบบขับถ่ายอุจจาระลดลง
ระบบการทำงานของตับและการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งเป็นกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกาย จะทำงานลดลง จึงไม่ควรยัดเยียดอาหารให้ผู้ป่วยนะคะ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด และทรมานมากขึ้น
หนาวเหน็บจากภายใน
ผู้ป่วยระยะท้ายอาจมีอาการหนาวเหน็บจากภายใน เราจึงควรดูแลให้ความอบอุ่น เช่น ห่มผ้าให้กับผู้ป่วย หรือปิดเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
การหายใจผิดปกติ
ระบบการหายใจของผู้ป่วยระยะท้าย จะเริ่มทำงานไม่ปกติ ทำให้มีอาการหายใจช้า ไม่เป็นจังหวะ หรือหายใจแบบปากอ้า ผู้ป่วยอาจหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ
ถ้าผู้ป่วยหายใจเสียงดัง ควรช่วยจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนในลักษณะตะแคง จะทำให้อาการหายใจเสียงดังลดลง แล้วใช้ผ้าซับน้ำลายหรือเสมหะที่ข้างกระพุ้งแก้ม หรือดูดเสมหะที่อยู่กระพุ้งแก้มออก โดยไม่จำเป็นต้องดูดเสมหะในลำคอออก เพราะไม่ช่วยลดอาการ และยังทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานมากขึ้น
ภาวะมีเสมหะมาก
ในกรณีที่ผู้ป่วยระยะท้ายมีเสมหะมาก เราควรให้ยาลดเสมหะแทนการดูดเสมหะ เพราะการดูดเสมหะจะทำให้ผู้ป่วยมีการระคายเคืองและทรมานมากขึ้น
การทำงานของหัวใจลดลง/การไหลเวียนเลือดลดลง
ระบบการทำงานหัวใจของผูัป่วยระยะท้ายจะทำงานช้าลง ส่งผลให้ความดันร่างกายลดลง การไหลเวียนเลือดช้าลง อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดเลือด และทำให้ส่วนปลายของเส้นเลือด เช่น ปลายมือ ปลายเท้าเย็น อาจเป็นจ้ำ มีสีคล้ำ เล็บเขียว จนสุดท้ายหัวใจหยุดเต้น ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดของระบบการทำงานของร่างกาย
อาการปวด
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด ควรหาสาเหตุของอาการปวดว่า เกิดจากอะไร เช่น ท่าทางการนอน เตียง หมอน หรืออื่น ๆ กรณีที่การเจ็บปวดเกิดจากโรค ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาลดความเจ็บปวด นอกจากนี้ ยังพบว่าการช่วยพาผู้ป่วยเจริญสติ คอยให้กำลังใจ มอบสัมผัสที่อบอุ่น ก็มีส่วนช่วย ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เช่นกัน
ระบบประสาททำงานลดลง
ผู้ป่วยระยะท้ายมักนอนหลับอย่างยาวนาน มีการตอบสนองที่ลดลง สำหรับในบางรายอาจมีอาการสับสน ทุรนทุราย เพ้อ มีสีหน้าเจ็บปวด อาจมีสาเหตุมาจากสิ่งค้างคาใจที่ยังไม่ได้รับการจัดการ จึงควรหาสาเหตุเพื่อดูแลแก้ไขให้กับผู้ป่วยอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ซึ่งแพทย์สามารถให้ยาระงับอาการเหล่านี้ได้
กลืนลำบากขึ้น
ผู้ป่วยจะมีอาการกลืนอาหารหรือดื่มน้ำที่ยากลำบาก ผู้ดูแลจึงควรให้ผู้ป่วยค่อย ๆ จิบ หรือหยดน้ำ และไม่ควรไม่ยัดเยียดอาหาร ถ้าผู้ป่วยไม่ต้องการ เพราะให้ทำให้เกิดอาจทำให้สำลักได้
หูรูดทำงานลดลง
ผู้ป่วยระยะท้ายจะกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้น้อยลง ผู้ดูแลไม่ควรฝืนใส่ท่อสวนปัสสาวะ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดมากขึ้น แต่ควรใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่และคอยดูแลความสะอาดไม่ให้ผิวอับชื้นหรือมีแผลกดทับ
ระบบการได้ยินและการสัมผัสเป็นสิ่งสุดท้ายที่เสียไป
ในระยะท้ายของผู้ป่วย มักจะไม่สื่อสาร หรือตอบสนอง ทำให้เรามักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยไม่รับรู้ แต่ความจริงแล้ว ระบบการได้ยินและการสัมผัสยังทำงานอยู่ จึงควรให้ความรัก ความเข้าใจ การบอกรัก พูดถึงเรื่องดี ๆ และสิ่งที่เป็นคุณค่าในชีวิตของผู้ป่วย ใช้การสัมผัสที่อบอุ่น เช่น การนวดผู้ป่วยเบา ๆ อย่างมีสติและอ่อนโยน จะให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้ดูแลจึงไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกระบวนการนี้ด้วยการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ และอาจเพิ่มความทุกข์ทรมานได้ แต่ควรเลือกการดูแลรักษาที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ซึ่งการดูแลรักษาแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care นั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดีได้
เพื่อให้ร่างกายที่กำลังบอกลา …เดินทางสู่ลมหายใจสุดท้ายอย่างสุขสบายมากที่สุด






