- คลังความรู้
- การพูดคุยกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อความเข้าอกเข้าใจและทำให้รู้สึกสงบ
การพูดคุยกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อความเข้าอกเข้าใจและทำให้รู้สึกสงบ
ดุจดาว วัฒนปกรณ์
เรื่องโดย a day BULLETIN
ที่ข้างเตียงผู้ป่วยระยะท้าย เปรียบเหมือนเวทีกลางที่เปิดให้ญาติสนิทมิตรสหายได้มาเยี่ยมไข้ดูใจกันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อพูดคุยกันและกล่าวคำอวยพรหรืออำลา บ่อยครั้งที่บนเวทีนี้จะปกคลุมด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด บรรยากาศอึมครึม เพราะผู้ป่วยไม่รู้สติเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือตื่นลืมตามาก็ไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง บรรดาคนที่มาเยี่ยมก็พูดจากันโดยขาดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น บางครั้งก็โต้เถียงกับหมอและพยาบาล บ้างก็เอ่ยเรื่องที่ไม่ควรเอ่ย ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศข้างเตียงน่าจะช่วยเกื้อหนุนใจกันและช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบสุข
ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว หลายคนคุ้นเคยกับเธอในฐานะของนักแสดงละครเวที เธอมีงานหลักคือผู้ ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร โรงพยาบาลกรุงเทพ คอยดูแลเรื่องการสื่อสารของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อจัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการรับบริการให้กับผู้ป่วยและญาติ ๆ เธอนำประสบการณ์จากงานหลากหลายด้านมาให้คำแนะนำกับเรา ในเรื่องการพูดคุยกันอย่างเห็นอกเห็นใจที่ข้างเตียงของผู้ป่วยระยะท้าย
ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
งานของดุจดาวในปัจจุบันคือ การทำให้คุณหมอและพยาบาลเข้าใจความต้องการของคนไข้และญาติมากที่สุด จากเดิมศูนย์กลางในการรักษาพยาบาลคือ คุณหมอ คนส่วนใหญ่มาหาหมอแล้วจะชอบบอกว่า ‘ก็แล้วแต่คุณหมอเลย’ จะทำอะไรต่อไปให้หมอตัดสินใจ จะรักษาแบบไหนก็ตามแต่หมอเห็นสมควร เพราะเชื่อว่าหมอสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา
มาถึงทุกวันนี้ เราถือว่าคนไข้คือศูนย์กลางของการรักษา ทุกฝ่ายจึงต้องมาร่วมกันปรับความคิดของทุกฝ่ายกันใหม่ เพราะในที่สุดแล้วความต้องการของคนไข้คือสิ่งสำคัญที่สุดว่า เขาต้องการอะไรสำหรับชีวิตของเขา รวมถึงความต้องการของญาติด้วย
การปล่อยให้หมอเลือกทางให้อาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทุกครั้ง เพราะเท่ากับหมอได้ฉวยเอาสิทธิ์ในการเลือกจากผู้ป่วย ไม่ใช่การธำรงรักษาสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาไว้ สิ่งที่เราผลักดันคือ การทำให้ทุกฝ่ายหันมายึดถือคนไข้เป็นศูนย์กลางและให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและกัน
“การสัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกัน และช่วยให้ทุกฝ่ายต่างรู้ถึงความคาดหวังของแต่ละฝ่าย ตัวคนไข้และญาติมาที่โรงพยาบาล จริง ๆ แล้ว เขามีความคาดหวังอะไร เขาแบกภาระอะไรไว้กว่าจะมาถึงที่นี่ ในขณะที่คุณหมอและพยาบาลทำงานของตัวเองไปด้วยความคาดหวังอะไร” ดุจดาวกล่าว
คุณหมอคิดอะไร?
“จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับหมอและพยาบาลมา ดาวได้รับรู้รับฟังความคิดและความรู้สึกของพวกเขามามาก สิ่งที่อยากแบ่งปันคือ คุณหมอส่วนใหญ่ยังรู้สึกไม่กล้าที่จะบอกให้สิ้นสุดการรักษา เพราะลึก ๆ แล้วหมอเสียใจกับญาติคนไข้ ผูกพันกับผู้ป่วย และที่สำคัญ หมอกังวลว่าญาติและคนไข้จะสูญสิ้นความยอมรับนับถือในตัวหมอ ญาติจะไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในตัวหมออีกต่อไป”
ดุจดาวอธิบายเพิ่มเติมว่าการสิ้นสุดการรักษา สำหรับคุณหมอถือว่าเป็นความล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เหมือนกับมนุษย์ทุกคนที่ก็อยากจะทำอาชีพของเราแล้วประสบความสำเร็จ หมอเองก็มองคนไข้เคสหนึ่ง ๆ ว่าเป็นความสำเร็จในงานของหมอด้วยเช่นกัน เขาจึงไม่อยากสิ้นสุดการรักษาจนกว่ามันจะสุดทางจริง ๆ ในขณะที่ญาติมักจะถามหมอว่า ถ้าปล่อยคนไข้ให้ตายไปจะผิดไหม หมอจึงไม่กล้าตอบในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเขาไม่อยากให้ญาติผิดหวัง ไม่อยากให้คนไข้สิ้นหวัง และเขาเองก็ยังดำเนินการรักษาต่อไป
เมื่อคนไข้และญาติได้เข้าใจมุมมองของคุณหมอ ก็จะได้ช่วยในการพูดคุยและการตัดสินใจร่วมกันได้ดีขึ้น เราสามารถบอกได้ว่านี่ ไม่ใช่ความล้มเหลวของคุณหมอ นี่ไม่ได้ทำให้เราหมดความเคารพนับถือ และไว้เนื้อเชื่อใจต่อคุณหมอ เราทุกฝ่ายก็จะได้มีทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดจริง ๆ
ญาติและผู้ป่วยคิดอะไร?
สถานการณ์หน้าเตียงผู้ป่วยระยะท้ายจะเต็มไปด้วยอวัจนภาษา และการสื่อสารที่แปลกไปจากเดิม เราต้องการการสื่อสารที่เปิดใจต่อกันอย่างแท้จริง ในสถานการณ์ที่พูดอะไรก็ยากไปหมด แม้กระทั่งการบริหารความเงียบที่ข้างเตียง ไม่พูดอะไรกันเลยจะได้ไหม อึดอัดกันหรือเปล่า
“หลายปีก่อนตอนที่คุณตาของดาวป่วยหนัก กำลังเข้าใกล้ระยะท้าย ครอบครัวของเราพาคุณตาเข้าออกห้องไอซียูหลายรอบมาก แม่ก็บอกคุณตาว่า เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องห่วง ตอนนั้นดาวก็บอกกับแม่ว่า การพูดแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณตาดีขึ้นจากจุดที่เขาอยู่ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้ เราพูดอย่างอื่นกับเขาจะดีกว่าไหม” ดุจดาวเล่าเรื่องราวส่วนตัว
เธอบอกว่าคุณตามีลูกสาวหกคน เป็นมนุษย์ช่างจัดแจงเหมือนกันทุกคน เดี๋ยวคนนี้เอาเทปธรรมะไปเปิด เดี๋ยวคนนี้เข้ามาเยี่ยม เดี๋ยวคนนี้ก็มาคุยเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ เธอบอกแม่ว่า คนที่กำลังเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตน่าจะอยากได้ยิน ได้ฟังอะไรอย่างอื่น เธอจึงคอยปรามคุณอาคุณน้าที่เวียนเข้าไปหา แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะได้กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะทำของอร่อย ๆ ให้กินอีก
เมื่อถึงช่วงเวลาที่น่าอึดอัดเช่นนั้น เราทุกคนมักจะไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร ใจความที่สำคัญในการสื่อสารกับผู้ป่วยที่นอนบนเตียง การพยายามสื่อสารกับญาติที่น่าจะเข้าใจเขาได้ดีที่สุด กลับมองไม่เห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ความต้องการลึก ๆ บางอย่างทำให้การนอนป่วยอยู่นั้นน่าอ่อนล้ามากขึ้นไปอีก
“สิ่งที่แข็งแรงมาก ๆ คือ การหายใจร่วมกัน และการที่ไม่ต้องพูดอะไร เราเชื่อมต่อด้วยลมหายใจก็เป็นการสื่อสารได้มาก มีการสัมผัส การหายใจไปพร้อมกัน อยู่ร่วมกันอย่างไร” เธอบอก
สุดท้ายแม่ก็เข้าไปคุยกับคุณตา แม่กล่าวชื่นชมคุณตาว่า ทั้งชีวิตของเขาที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง มีคุณค่าและมีความหมายกับลูก ๆ อย่างไรบ้าง แม่บอกตาเรื่องดี ๆ ในชีวิตของเขา แล้วก็บอกว่าภารกิจในชีวิตของคุณตาสำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ลูกหลานทุกคนจดจำความดีของคุณตาได้แน่นอน
…แล้วในคืนนั้นคุณตาก็จากไป
ดุจดาวเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเธอเองยังไม่รู้หลักการสื่อสาร แค่ลองจินตนาการดูว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดในชีวิตของเราทุกคน
“อย่างคุณตาเป็นครู ท่านชอบสั่งชอบสอน ชอบพูดบ่อย ๆ ว่า อยากฝากอะไรทิ้งไว้กับคนรุ่นหลัง เราก็ควรจะพูดบอกสิ่งสูงสุดในชีวิตของเขาว่าภารกิจเขาสำเร็จแล้ว และเราทุกคนจะระลึกถึงเขา”
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการสื่อสารด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนทุกฝ่าย เมื่อต้องมาอยู่ร่วมกันรอบ ๆ เตียงผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างลึกซึ้ง และทำให้ผู้ป่วยบรรลุถึงจุดหมายสุดท้ายของชีวิต






