- คลังความรู้
- การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
ทางเลือกเพื่อคุณภาพชีวิตระยะท้ายแบบองค์รวม
เรื่องโดย ทีม Content ชีวามิตร
“รักษาให้ถึงที่สุด”
เป็นประโยคคุ้นหูที่มักได้ยินเสมอจากปากของญาติผู้ป่วยระยะท้าย ซึ่งส่วนมากป่วยเป็น “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” หรือเอ็นซีดี (Non - Communicable Diseases; NCDs) โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคโดยตรง แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง ที่ทำให้โรคค่อย ๆ สะสมก่อตัว และมักมีอาการเรื้อรังจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
แม้กลุ่มโรค NCDs จะไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนอย่างโรคระบาด แตก็ถือเป็น “ทุกข์ของโลก” ที่แพร่กระจายไปได้ทุกเวลา ทุกที่สู่ ทุกคน จนกลายเป็นภัยร้ายอันดับหนึ่ง ทำให้คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยป่วย พิการ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี จนองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นวิกฤตทางสุขภาพและสังคม ที่ต้องจัดการแก้ปัญหาให้ได้ภายในปี 2568 ปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้จะไม่มีทางรักษาทางการแพทย์ให้หายขาดได้ เช่น โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ (Cardiovascular & Cerebrovascular Diseases) โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) โรคมะเร็ง (Cancer) โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคอ้วนลงพุง (Obesity) อัมพฤกษ์อัมพาต (Cerebrovascular Accident) และโรคไตเรื้อรัง (Chronic Renal Failure) เป็นต้น
คนไข้จำนวนมากเลือกการรักษาตามอาการทุกวิธีอย่างถึงที่สุด จนสุดทางขั้นวิกฤตสุดท้ายของชีวิต นั่นเป็นเพราะไม่มีใครอยากเสียชีวิตจากโลกนี้ไปอย่างง่าย ๆ โดยไม่ทำการรักษาใด ๆ แม้รู้ว่า โรคที่เป็นอยู่นั้นไม่สามารถรักษาหายได้แล้วทางการแพทย์ แต่กลับยินยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ตาม
ขณะที่ยังมีคนไข้อีกจำนวนไม่น้อยเลือก “การดูแลแบบประคับประคอง” (Palliative Care)” หรือการดูแลรักษาที่มุ่งให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งไม่ว่าจะเลือกการรักษาที่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยหายจากโรค (Curative Care) หรือการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากเป็นเจตนาของผู้ป่วย ซึ่งทั้งแพทย์ พยาบาล รวมทั้งครอบครัวและญาติ ควรเคารพสิทธิ์นี้
การรักษาที่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยหายจากโรค (Curative Care) มีข้อเสียที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานการการรักษา เช่น การเจาะสายยางเพื่อให้อาหาร การแทงเข็มเพื่อให้น้ำเกลือ และการสอดท่อเพื่อช่วยหายใจ เป็นต้น หากการรักษานั้นเป็นไปเพียงเพื่อยื้อชีวิต และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้ป่วย
หลายคนตั้งคำถามว่า “ดีหรือไม่หากผู้ป่วยจะกลับมารักษาต่อที่บ้าน” จากงานวิจัยหลายชิ้น และจากการสอบถามผู้ป่วยส่วนใหญ่ คำตอบที่ได้รับ คือ “ผู้ป่วยอยากกลับบ้าน” เพราะเชื่อว่าตัวเองจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ
มีคนจำนวนมากที่สงสัยว่า ถ้าเข้าสู่ช่วงของการดูแลแบบประคับประคองแล้ว หมายความว่า “เขากำลังจะตายใช่ไหม” ความจริงแล้ว บางคนอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายเดือน หรือหลายปี ดังนั้น การที่ผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง จึงไม่ได้หมายถึง “ภาวะใกล้ตาย” แต่หมายถึง “การที่เขาจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด” เป็นการดูแลแบบองค์รวม โดยทีมแพทย์ พยาบาล และสหสาขา เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักโภชนาการ เป็นต้น รวมถึงการดูแลด้านจิตใจและจิตวิญญาณ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด
การดูแลแบบประคับประคอง จึงไม่เพียงดูแลตัวผู้ป่วย หมายรวมถึงการดูแลญาติ ครอบครัว และผู้ดูแลผู้ป่วย หากผู้ป่วยระยะท้ายเริ่มมีสมรรถนะที่ถดถอย ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้ดูแลผู้ป่วยก็ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างดี เพราะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเป็นงานหนักและเหนื่อย ยิ่งถ้าผู้ดูแลเป็นคนในครอบครัว ก็จะต้องพบกับความทุกข์ของสภาพจิตใจในฐานะคนที่กำลังจะสูญเสียคนที่รักไป จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
การสนับสนุนผู้ดูแล คือ การให้ความรู้ให้เขาสามารถบริบาลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ทั้งการดูแลด้านร่างกายเพื่อให้ผู้ป่วยอยู่อย่างสุขสบาย โดยต้องมีการประคับประคองจิตใจผู้ดูแลที่กำลังเผชิญความสูญเสีย ทีมดูแลประคับประคองจะต้องเชื่อมต่อการดูแลให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากโรงพยาบาลไปยังบ้าน หรือแม้กระทั่งจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย นั่นคือ หัวใจสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง
ผู้ป่วยระยะท้ายต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ดูแล ผู้ดูแลจึงต้องมีความรัก ความใส่ใจ ยอมรับ และรับรู้ได้ถึงอาการของผู้ป่วย และสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ อย่างเข้าใจ เช่น หมั่นสังเกต และทราบวิธีปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยไม่อยากอาหาร มีอาการคลื่นใส้ อาเจียน ท้องผูก ถ่ายเหลว สูญเสียการควบคุมปัสสาวะ เกิดแผลกดทับ หายใจลำบาก นอนไม่หลับ สับสน เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุด ผู้ดูแลต้องมีความสุขกับช่วงเวลาของการดูแลไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายของผู้ป่วย
ดังนั้น การบอกว่า “รักษาให้ถึงที่สุด” จึงไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีรักษาตามอาการทางการแพทย์เสมอไป เราสามารถเลือกวิธี “รักษาแบบประคับประคอง” เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด มีคุณภาพชีวิตที่ดีระยะท้ายและเกิดการตายดีตามกระบวนการธรรมชาติได้






