- คลังความรู้
- เข้าใจความตาย เพื่อเห็นความหมายชีวิต
เข้าใจความตาย เพื่อเห็นความหมายชีวิต
นพ.ภิญโญ ศรีวีระชัย
เรื่องโดย ทีม Content ชีวามิตร
หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า หากเราใช้ชีวิตให้ดี เราจะสามารถจากไปอย่างดีได้ ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่หากลองย้อนกลับมาทบทวน และถามตนเองว่า เรารู้จักความหมายของ การอยู่ดี เพื่อ การตายดี อย่างแท้จริงเพียงใด คำตอบอาจลอยคว้างอยู่ในอากาศ และเป็นเพียงความเชื่อมั่นลึก ๆ ว่ามันต้องดี แต่ยังไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน
ชีวามิตร จึงอยากชวนทุกท่านมาเรียนรู้เรื่องการอยู่ดี เพื่อเข้าใจความหมายของการตายดี ผ่านมุมมองทางการแพทย์ จากบทสนทนากับ นพ.ภิญโญ ศรีวีระชัย หรือ “หมอโย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) มากกว่าสิบปี แห่งศูนย์บริรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช

ระหว่างบทสนทนา มีหลายช่วงตอนที่หมอโยกล่าวถึงแนวคิดสำคัญว่า หากอยากตายดี ก็ต้อง “อยู่ให้ดีก่อน” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า คนทั่วไปควรเรียนรู้และเข้าใจการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีคุณภาพ
“การเตรียมตัวเพื่อที่จะจากไป สะท้อนถึงการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันของเรา”
“หากเราต้องการที่จะเสียชีวิตไปอย่างดีมีคุณภาพ ก็แปลว่า เราต้องใช้ชีวิตในทุกวันนี้อย่างดี อย่างมีคุณภาพด้วยเพื่อไปสู่จุดนั้น”
“การเข้าใจชีวิต การเข้าใจความตาย มันส่งผลต่อการอยู่ในปัจจุบันของเราด้วย”
การทำความเข้าใจประเด็นการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) จึงไม่ได้มีนัยเพียงเพื่อการเตรียมตัวตายให้ดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเลือกใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างมีคุณค่า มีความหมาย ก่อนการจากไปอย่างสงบสุข
นายแพทย์ผู้เติมเต็มความหมายของความเป็นมนุษย์
ก่อนมาเป็นแพทย์ประจำศูนย์บริรักษ์ ซึ่งเป็นศูนย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง หมอโยเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นวิสัญญีแพทย์ ได้พบเห็นคนไข้ที่ทรมานจากอาการช่วงท้ายของชีวิตบ่อย ๆ จึงเกิดตั้งคำถามบางอย่างเกี่ยวกับการงาน จนเป็นที่มาของความสนใจด้านการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่ก่อน ยังไม่มีความรู้ศาสตร์นี้มากนักในประเทศไทย
“จุดเริ่มต้นของการทำงาน Palliative Care เกิดเนื่องมาจากได้ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง และพบว่าเหมือนมีช่องว่างทางการแพทย์ที่ว่า เราดูแลเขามาตลอดทั้งชีวิต แต่พอเขาใกล้จะเสียชีวิต กลับกลายเป็นไม่มีงานทางการแพทย์ที่มาดูแล ตอนนั้นจึงสนใจทั้งในฐานะที่เป็นแพทย์ และในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งด้วยว่า เราจะสามารถทำอย่างไรให้การจบชีวิต หรือในช่วงสุดท้ายของผู้ป่วย สมบูรณ์ในทางชีวิตของเขา”

ในช่วงเวลานั้นที่โรงพยาบาลศิริราช ได้มีการจัดตั้งศูนย์บริรักษ์แล้ว แต่หมอโยยังไม่ทราบข่าว แม้การทำงานของหมอโยเองจะดูข้องเกี่ยวกับงานทางด้านการดูแลแบบประคับประคองโดยตรงก็ตาม แต่แล้วด้วยความบังเอิญ หรือเพราะความสนใจด้านนี้อย่างจริงจัง ก็ว่าได้ ทำให้หมอโยได้พบและพูดคุยกับอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งจากศูนย์บริรักษ์ ในคอร์สเตรียมตัวตายงานหนึ่ง
“อาจารย์ทราบว่าผมทำงานทางด้านนี้อยู่ ซึ่งจริง ๆ ตอนนั้นผมยังแทบไม่รู้จักศูนย์บริรักษ์ด้วยซ้ำ และไม่รู้จักงานทางนี้ดีเท่าไรด้วย ท่านได้ชักชวนให้ผมเข้ามาทำงานที่ศูนย์บริรักษ์ ต้องบอกว่าตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ยากเหมือนกัน ลองนึกดูว่าสัก 10 ปีที่แล้ว งานทางด้านการดูแลแบบประคับประคองยังไม่มีคนรู้จักเลย เพราะฉะนั้น การที่เราจะตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนจากงานทางด้านวิสัญญีแพทย์ ซึ่งเป็นงานที่มั่นคง มาสู่สถานะของการเป็นแพทย์อีกสาขาหนึ่ง ที่อาจจะยังไม่รู้เลยว่าอนาคตเป็นอย่างไร ก็นับเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างยากในตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกเชื่อมั่นในการที่จะเปลี่ยนจากการเป็นวิสัญญีแพทย์มาเป็นหมอทางด้านประคับประคอง อันที่หนึ่งเลยคือ พอได้ถามตัวเองจริง ๆ แล้วพบว่า เรามีความชอบ และเราก็มีความสุขด้วยในการทำงานด้านนี้ และอีกปัจจัยหนึ่งคือ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเรียนพุทธศาสนาที่เสถียรธรรมสถาน เลยได้รู้จักท่านแม่ชีศันสนีย์ ซึ่งระหว่างที่ลังเลอยู่ มีครั้งหนึ่งได้เจอท่านที่โรงพยาบาลศิริราช ผมจึงเข้าไปเรียนถามท่านว่า ตอนนี้ผมมีความคิดประมาณนี้อยู่ อยากให้ท่านช่วยชี้แนะ ท่านบอกว่าส่วนตัวท่านก็ไม่รู้หรอกว่าทางไหนจะดีกว่ากัน และท่านก็เชื่อแน่ว่าการดูแลระยะสุดท้ายน่าจะลำบากแน่ เพราะมันใหม่มากในสมัยนั้น แต่ในความลำบากนั้น ท่านเชื่อว่าในระหว่างทาง เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับความตาย เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นท่านก็เลยขอว่า ถ้ามาอยู่ช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้ได้จริง ๆ แล้ว น่าจะเป็นกุศลทั้งต่อผู้ป่วยและต่อตัวเองด้วยครับ”

จากวันนั้น พอตัดสินใจย้ายมาเป็นแพทย์ที่ศูนย์บริรักษ์ หมอโยจึงได้ไปศึกษาต่อสาขานี้โดยตรงที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ก่อนจะเล่าถึงการเรียนที่ญี่ปุ่น เราขอให้หมอโยพูดถึงตอนเรียนปริญญาโทด้านพุทธศาสนา เพราะการที่นายแพทย์ท่านหนึ่งตัดสินใจเรียนต่อปริญญาทางด้านศาสนาพุทธนั้น ดูไม่ธรรมดาเสียเลย
“จริง ๆ ตอนนั้นผมตั้งโจทย์ว่าอยากรู้ในเรื่องของความเป็นมนุษย์มากขึ้น แล้วก็เป็นจังหวะบังเอิญมาก ๆ ที่ได้ไปฟังท่านแม่ชีศันสนีย์บรรยายที่อ่างทอง จังหวัดที่ผมทำงานอยู่ ทำให้ผมได้รู้เรื่องเรียนปริญญาโทที่เสถียรธรรมสถาน ซึ่งอยู่ภายใต้ มจร. เป็นการเรียน “พุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต” ซึ่งตอนนี้ไม่มีสอนแล้ว การเรียนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับความตาย เหมือนกับได้ข้อมูลมาในระดับหนึ่งเลยในเรื่องความเป็นมนุษย์ และเอามาบวกกับมุมมองในทางการแพทย์ จากนั้นเรียนจบพุทธศาสนา ก็มาเริ่มมีงานทาง Palliative Care บ้าง และพอผมเข้ามาอยู่ที่ศูนย์บริรักษ์ ผมก็ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นหลักสูตร Fellowship 2 ปี ด้านการดูแลแบบประคับประคองโดยตรง”
“การเรียนที่ญี่ปุ่น สอนตั้งแต่การดูแลทางด้านร่างกายเลยว่า ร่างกายของผู้จากไป หรือร่างกายของผู้ที่อยู่ระยะท้ายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทางการแพทย์เราสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการระงับปวดต่าง ๆ หรือการทำให้อาการดีขึ้น ทำให้บรรเทาลง หรือทำให้ชีวิตในช่วงท้ายไม่ต้องมีการทรมานจนเกินไป และเขาก็ยังสอนทางด้านจิตใจ ด้านสังคมด้วยว่า จะมีการดูแลทางด้านความรู้สึกของผู้ป่วยอย่างไร ดูแลความรู้สึกของครอบครัวอย่างไร และสุดท้ายสอนในแง่จิตวิญญาณ หรือ Spiritual ด้วยว่า เราจะค้นหาในเรื่องความเชื่อ ในแง่ความหมายของชีวิตคนได้อย่างไร และเราจะส่งเสริมอย่างไรให้เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรคั่งค้าง รวมถึงมีความรู้สึกว่าชีวิตของเขาได้ถูกเติมเต็มแล้วก่อนจะจากไป”

ศาสตร์และศิลป์ของการดูแลแบบประคับประคอง
“การดูแลแบบประคับประคองเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะในการที่จะทำให้ชีวิตในช่วงท้ายของมนุษย์มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
ประโยคข้างต้น หมอโยกล่าวขึ้นเพื่ออธิบายงานด้านการดูแลแบบประคับประคอง ทั้งยังได้ขยายความว่าทำไมคนเราจึงไม่ควรมีอะไรคั่งค้างก่อนจากไป
“การที่ไม่รู้สึกคั่งค้าง เหมือนกับไม่มีสิ่งที่ไปดึงรั้งเขาไว้อยู่ ฉะนั้นเมื่อจะจากไปก็ไปได้อย่างไม่ต้องห่วงอะไรและไม่ต้องเหลียวหลังกลับมา การจากไปอย่างมีห่วง ยกตัวอย่างเช่น การได้จัดการในเรื่องของทรัพย์สมบัติว่าเราจะแบ่งอะไรให้กับใคร จริง ๆ เรื่องตรงนี้เป็นเรื่องภายนอกนะครับแต่ที่สุดแล้วมีผลทางด้านจิตใจมากที่สุด และในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่นในเรื่องความหมายของชีวิต อยากให้ลองนึกดูก็ได้ว่า เราจะรู้สึกอย่างไรขณะที่เราใกล้จะเสียชีวิตแต่ยังกลับรู้สึกว่า ชีวิตเราที่เกิดมาไม่มีความหมายหรือไม่เคยถูกรัก ไม่เคยได้รับการเติมเต็ม หรือการเกิดมานี้ไม่มีคุณค่ากับใครเลย ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างจะเจ็บปวดนะครับในตอนที่จะจากไป ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองสามารถที่จะพูดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลย บางครั้งเราต้องอาศัยระยะเวลาในการให้เขาค่อย ๆ เติมเต็มในเรื่องเกี่ยวกับความหมายของการมีอยู่ของเขาได้ บางคนอาจจะเป็นเรื่องของครอบครัว บางคนอาจจะเป็นเรื่องของสังคม”
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมคนทั่วไปจึงควรต้องสนใจการดูแลแบบประคับประคอง นั่นก็เป็นเพราะว่า
“ยังไงเราก็ต้องตายครับ และไม่ใช่แค่เฉพาะเรานะครับ ยังไงก็ต้องมีสักครั้งในชีวิตที่เราต้องเจอประสบการณ์คนที่เรารักจะจากไป ดังนั้น เมื่อเราต้องเจอสิ่งนี้อยู่แล้ว เราก็ควรที่จะสนใจงานทางด้านนี้ว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ต้องดูแลอย่างไรบ้าง ควรสนใจตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยครับ เพราะจริง ๆ เราไม่ทราบหรอกว่าชีวิตของเราจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร ตอนนี้ที่เรายังรู้สึกว่าเรายังแข็งแรงดีอยู่ อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่รู้ก็ได้ว่าเราเป็นโรค เพราะการเป็นโรค หรือพูดจริง ๆ คือความตาย เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร”
“ครอบครัวที่ยังไม่มีใครเจ็บป่วยก็อาจจะยังไม่สนใจ เพียงแต่ว่าการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้ดูแลเฉพาะในช่วงเขาใกล้เสียชีวิต จริง ๆ เราดูแลก่อนหน้านั้นอีก ในช่วงเวลาก่อนหน้า มีหลายช่วงเวลาที่เป็นช่วงสำคัญ อย่างเรื่องของความหมายในชีวิต ซึ่งเราไม่สามารถค้นหาได้ภายในสัปดาห์เดียวหรือเดือนเดียว และเมื่อเราค้นหาได้แล้ว การที่เราจะเติมเต็มในอีกมิติหนึ่ง การที่จะทำให้ชีวิตเรามีค่า เราก็ไม่สามารถที่จะทำได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เหมือนกัน บางครั้งเราต้องใช้แทบทั้งชีวิตของเราเลยครับ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเราเองมีคุณค่าและมีความหมาย เพราะฉะนั้น งานนี้อยากให้สนใจตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการเข้าใจชีวิต การเข้าใจความตาย มันส่งผลต่อการอยู่ในปัจจุบันของเราด้วย”
แล้วเหตุใดนายแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคองจึงต้องการให้คนไข้อยู่กับปัจจุบันด้วยเล่า?
“การคิดถึงอนาคตว่าวันหนึ่งจะต้องจากไป ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความกังวล ส่วนการคิดถึงอดีตที่เคยแข็งแรงดี ที่เคยทำอะไรได้ ก็จะทำให้เกิดทุกข์ เพราะเราไม่สามารถที่จะทำอย่างนั้นแล้ว ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้เราเป็นอย่างไรอยู่ เราทำอะไรได้อยู่ อันนี้ต่างหากที่สำคัญ”
“วิธีการดูแลรักษาคือการชวนคนไข้คุยว่า ตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ถ้ารู้สึกกังวลอยู่ เราเดาได้ว่าความกังวลนี้เกิดเพราะคิดไปถึงอนาคต เราก็จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คุณกังวล เพราะคุณคิดถึงอนาคตอยู่นะ ถ้ากังวลไป เท่ากับตอนนี้เราสูญเสียวันเวลาที่มีคุณค่าไปแล้ว ดังนั้น อยากให้กลับมาอยู่ตรงนี้ดีกว่า ใช้เวลาให้มีความสุขมากที่สุดในตอนนี้ก่อน น่าจะดีที่สุดครับ”
คุณค่าของการเป็นแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง
“พูดถึงเรื่องของความรู้สึกก่อนนะครับ ความรู้สึกที่ได้รับจากผู้ป่วย การดูแลเหล่านี้ต้องยอมรับจริง ๆ ครับว่าค่อนข้างเศร้านะครับ เหตุการณ์จากไป เหตุการณ์พลัดพรากที่เกิดขึ้น แต่การจากไปหรือการพลัดพรากที่เกิดขึ้น ผมจะมีอีกความรู้สึกที่แฝงอยู่ คือความรู้สึกของความภาคภูมิใจที่เห็นว่าเขาสามารถจากไปด้วยดีและจากไปอย่างสงบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการที่ผมหรือทีมที่รักษาทำให้เกิดขึ้นมาครับ พอได้เห็นภาพอย่างนี้ มันเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพของเราว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำให้เขากลับมามีชีวิตได้ แต่สุดท้ายบทจบของเขาก็มีคุณค่าและมีคุณภาพจริง ๆ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้ป่วย แต่เป็นภาพที่ยังฝังอยู่ในความรู้สึกของครอบครัวเขาไปอีกนานแสนนาน”
“และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานด้านนี้คือ การที่ได้รู้สึกจริง ๆ ว่าตัวเราก็ต้องตาย ทำให้เรารู้ว่าต้องเตรียมตัวจริง ๆ และความรู้สึกนี้มันมีค่ามาก เพราะการเตรียมตัวเพื่อที่จะจากไป มันสะท้อนถึงการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันของเราเลย อย่างคำพูดที่ได้ยินต่อ ๆ กันมาเลยนะครับว่า เราอยู่ยังไงเราก็จะตายอย่างนั้น มันเป็นความจริงมาก คือถ้าเราต้องการที่จะเสียชีวิตไปอย่างดีอย่างมีคุณภาพ ก็แปลว่าเราต้องใช้ชีวิตในทุกวันนี้อย่างดีอย่างมีคุณภาพด้วย เพื่อไปสู่จุดนั้น และพอผมรู้สึกว่าเราต้องตาย มันก็ย้อนกลับมาว่า เออ เราต้องใช้ชีวิตทุกวันนี้ให้ดีจริง ๆ นอกจากตัวเอง ผมก็เริ่มมองคนรอบข้างเหมือนกันว่าคนที่เรารัก เขาก็ต้องเสียชีวิตเหมือนกัน แค่รู้สึกอย่างนี้ มันก็ทำให้วันเวลาที่เราอยู่กับเขามันมีคุณค่ามาก ๆ ครับ”
การตายดีในมุมมองของหมอโย
ทีมชีวามิตรถามถึงความคิดเห็นต่อคำว่า “การตายดี” หมอโยได้ให้ความหมายในสองมิติ คือ ความหมายกว้าง ๆ และความหมายเฉพาะตนที่คุณหมอรู้สึก
“การตายดีหรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Good Death จริงแล้วคำนี้อาจจะไม่ได้มีนิยามที่ตายตัว แต่ละคนมีความรู้สึกถึงการตายดีที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางคนอาจอยากเสียชีวิตที่บ้าน ขณะที่บางคนอยากเสียชีวิตที่โรงพยาบาลดีกว่า ในส่วนตัวผมจะเข้าไปดูแลเขา ก็ต้องขออนุญาตถามก่อนว่าความหมายของเขา คือการใช้ชีวิตแบบไหนในช่วงท้ายที่จะทำให้เกิดคุณภาพของร่างกายและจิตใจที่ดี และอันนั้นแหละครับที่เราจะทราบว่าเขาอยากจะจากไปแบบไหน แล้วเราจะส่งเสริมให้เกิดตรงนี้ได้
การเตรียมพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การเข้ามาสู่ชีวิตของตัวเองว่า ณ ตอนนี้เรายังมีอะไรหรือเปล่าที่ยังค้างคาอยู่ ที่ต้องจัดการให้เสร็จ หรือถ้าไม่เสร็จจริง ๆ เรามีวิธีปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ไหม ฝึกการปล่อยวางก็เป็นบทเรียนหนึ่ง เพราะหลาย ๆ ครั้ง ถ้าเราไม่มีการฝึกเราก็จะทำไม่ได้ ส่วนใหญ่ผมใช้วิธีคุยว่า ณ ตอนนี้รู้สึกยังไง แล้วถ้ารู้สึกอย่างนี้อยู่จะเป็นยังไง คือจะเป็นการสะท้อนให้เขาคิดในบริบทของเขาเองมากกว่าว่าจะต้องปรับตัวหรือทำยังไง ให้สามารถที่จะปล่อยวางได้ในรูปแบบของเขาเอง”
และความหมายของการตายดีในความรู้สึกของหมอโยนั้น คุณหมอบอกว่า
“การตายดีของผมคือ ผมต้องรู้สึกว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ค้างคาอยู่ คือถ้าสะท้อนมาในชีวิตปัจจุบัน ผมพยายามทำให้ในแต่ละช่วงเวลา ถ้ามันจบให้มันจบจริง ๆ อย่างทุกวันเวลามาทำงาน การเดินออกมาจากบ้านก็ต้องถามตัวเองก่อนครับว่า เรามีอะไรติดค้างกับคุณแม่หรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ก็จัดการให้แบบที่ว่า ถ้าเราออกมาแล้วเกิดเราเป็นอะไร เราก็จะสามารถจากไปได้โดยที่เราไม่ต้องห่วงอีก มันก็จะเป็นเรื่องความรู้สึกว่าต้องจัดการให้ได้
อันต่อมาก็คือ ถ้าเป็นการตายดี ผมก็อยากให้เป็นการตายที่ไม่มีอาการทุกข์ทรมานมากจนเกินไป ผมซึ่งเป็นแพทย์ในสาขานี้เองด้วย ก็เลยทำให้รู้ว่าเรายังมีกัลยาณมิตรของเราเนอะ มีแพทย์ในสาขานี้เหมือนกันที่จะมาช่วยดูแลเราได้ อันนี้คงต้องบอกว่า ในช่วงนั้นเป็นช่วงยากครับที่เราจะดูแลตัวเอง ต้องมีคนมาช่วย ผมมั่นใจว่าทั้งเพื่อนทั้งพี่ที่อยู่ในสาขาเดียวกันจะมาช่วยตรงนี้ได้
สุดท้ายก็น่าจะเป็นมิติทางด้านจิตวิญญาณ ที่อยากจะจากไปในความรู้สึกที่สงบ ความรู้สึกสงบของผมก็คงมาจากการได้ศึกษาทางด้านพุทธศาสนาด้วย ก็จะเป็นความสงบที่อาจไม่ได้มีกิเลส มีตัณหาอะไรเข้ามาในช่วงนั้น”
“นิยามความตายของผมเป็นทั้งในด้านของพุทธศาสนาและในแง่ของการแพทย์ด้วย คือการเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนอันนั้นเป็นการเปลี่ยนของตัวผู้ป่วยเองมากกว่า แต่สำหรับผู้ที่เหลืออยู่ ความตายไม่ใช่ความพลัดพราก เป็นการสูญเสียเฉพาะร่างกาย แต่ไม่ได้สูญเสียความรัก ความรักของผู้นั้นยังไงก็ยังอยู่กับครอบครัวตลอดอยู่แล้ว”
เมื่อพูดถึงความตาย จึงถามต่อไปว่า แล้วการอยู่อย่างดีของคุณหมอคืออะไร หมอโยบอกว่า คือพยายามทำตัวให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ดีที่ไม่ทำร้ายร่างกาย และคุณหมอพูดเสริมอีกนิดว่า
“แต่การทำสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันนะครับว่าเราจะไม่ป่วย แต่ถ้าวันที่เราป่วยจริง ๆ อย่างน้อยผมมั่นใจครับว่า ถ้าผมคิดกลับมา ผมก็จะไม่เสียใจ เพราะผมได้ดูแลร่างกายของผมอย่างดีแล้ว แต่การป่วยนั้นอาจเกิดจากสาเหตุที่เราไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ ก็คิดว่าตัวเองน่าจะปล่อยวางได้นะครับ”
บทบาทการเป็นอาจารย์หมอทางด้านการดูแลแบบประคับประคอง
นอกจากการเป็นแพทย์ประจำศูนย์บริรักษ์แล้ว หมอโยยังเป็นอาจารย์แพทย์ผู้สอนด้านการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย แก่นักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย รวมถึงการไปบรรยายให้องค์กรเอกชนหลาย ๆ แห่งที่สนใจได้เข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความตาย และการเตรียมตัวตายอย่างมีคุณภาพ
“ปัจจุบันมีนักศึกษาใหม่สนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว แต่ต้องบอกว่าถึงสนใจมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี การเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสาขานี้ ล่าสุดหมอทั้งประเทศมีเรียนที่ศิริราชแค่ 2 คน เหตุผลเลยก็คงต้องยอมรับก่อนว่า การที่หมอหลายท่านไม่สนใจที่จะมาเรียนทางด้านนี้ เพราะความเป็นหมอเรามักจะถูกปลูกฝังว่าเราจะต้องรักษาผู้ป่วยให้หาย และความรู้สึกของการเป็นหมอคือการได้เห็นผู้ป่วยหาย แต่สาขานี้คือผู้ป่วยไม่หาย และสุดท้ายคือผู้ป่วยต้องเสียชีวิต ดังนั้นคือคุณหมอหลาย ๆ คน ผมคิดว่าไม่คุ้นเคยกับการดูแลผู้ป่วยแล้วเสียชีวิต พอไม่คุ้นเคยก็จะทำใจได้ยาก ที่พอรักษาไปคนไข้ก็ไม่เห็นดีขึ้นเลย สุดท้ายก็ต้องจบด้วยการจากไปทั้งหมด ทั้งในตัววิชาชีพเองและในความรู้สึกด้วย การได้อยู่กับผู้ป่วยที่จากไป การได้อยู่กับครอบครัวที่เขาต้องสูญเสียอยู่ตลอด ก็เป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจของคุณหมอหลาย ๆ ท่าน”
นายแพทย์นักเขียน (มือรางวัล)
ถึงวันนี้หมอโย หรือ นพ.ภิญโญ ศรีวีระชัย มีชื่อประดับอยู่บนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กที่วางตลาดแล้วถึง 4 เล่มด้วยกัน โดยได้รับรางวัลระดับประเทศถึงสามเล่มทีเดียว และเบื้องหลังความตั้งใจในการเขียนหนังสือทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลแบบประคับประคอง และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง
“ตอนแรกที่เขียนหนังสือ ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นงานทางการแพทย์ แต่หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าอ่านแล้วยากเกินไป ไม่เข้าใจ ก็เลยเปลี่ยนใจ คิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้าใจ รวมถึงจะได้สัมผัสและได้รู้สึกถึงอารมณ์บางอย่างในช่วงนี้มากขึ้น จึงเขียนออกมาเป็นรูปแบบนิยาย เนื้อหาในนิยายส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวและประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอผู้ป่วยจริง ๆ และถักทอให้เป็นเรื่องราวของตัวละคร ตอนนี้มีทั้งหมด 4 เล่มที่วางแผงแล้วครับ”

“เล่มแรก ‘มรณเวชกรรม’ ผมเล่าถึงการดูแลแบบประคับประคองในมุมกว้าง ๆ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจ การดูแลอาการ มิติทางด้านจิตใจ และผู้คนรอบข้างว่าจะต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณ ที่คุยกันว่าความหมายของชีวิตคืออะไร เขาสามารถถามกับตัวเองได้ ซึ่งเป็นการเปิดเรื่องในการดูแลแบบประคับประคอง เรื่องนี้ก็ดีใจ เพราะตอนที่ออกมาใหม่ ๆ ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือแนะนำพิเศษของงานประกวดเซเว่นบุ๊คอวอร์ดด้วย”

“เล่มที่สองชื่อเรื่องว่า ‘การุณยฆาต’ เรื่องนี้เหมือนกับเล่าลึกลงไปถึงชีวิตในช่วงสุดท้ายจริง ๆ ว่าก่อนที่จะเสียชีวิตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายผู้ป่วย รวมถึงผู้คนรอบข้างจะมีวิธีดูได้อย่างไรนะว่าผู้ป่วยใกล้จะจากไปแล้ว และในช่วงนั้นจริง ๆ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ทั้งในมุมมองทางการแพทย์ มุมมองของครอบครัว และมุมมองของผู้ที่เหลืออยู่ ซึ่งเรื่องการุณยฆาตได้รับรางวัลงานประกวดหนังสือดีเด่นแห่งชาติด้วยนะครับ”

“เล่มที่สามชื่อ ‘มัชฌิมบทแห่ง Y’ เป็นเรื่องแนวไซไฟ เล่าถึงอนาคต เรื่องจะปูว่า ถ้าในอีก 100 ปีข้างหน้ามีบางอย่างของมนุษยชาติที่ผิดปกติ แล้ว ณ วันนี้เราจะมองความปกติที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร หรือเราจะตีค่าความปกติปัจจุบันตอนนี้เหมือนเดิมไหม ถ้าปัจจัยต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วในอนาคต อาจจะเป็นมุมมองทางด้านปรัชญานิดหนึ่ง เพราะมันคือการตีความในเรื่องของความปกติ ซึ่งเรื่องนี้ตอนที่ประกวดพล็อตก็ได้รางวัลพล็อตดีเด่นด้วย”

“ส่วนเล่มที่สี่ ‘โปรดคิดถึงผม’ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของการดูแลแบบประคับประคอง คือพูดถึงเรื่องการจากไปและพูดถึงผู้ที่ยังอยู่ด้วยว่าเราจะมีการดูแลอย่างไร และผู้ที่เหลืออยู่หลังการสูญเสียจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขาบ้าง และเราจะมีวิธีที่จะดูแลหรือเกื้อกูลกันอย่างไร”
หนังสือทั้งสี่เล่มอยู่ภายใต้ศูนย์บริรักษ์ ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ จะนำมาใช้ในกิจการของศูนย์บริรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานวิชาการหรือการดูแลผู้ป่วย คุณหมอบอกว่า “สามารถหาซื้อได้ที่ศูนย์บริรักษ์ หรือตามร้านหนังสือทั่ว ๆ ไปก็จะพอมีบ้าง”
สมุดบันทึกเพื่อนชีวิต Living and leaving Note

คือหนังสือที่คุณหมอมีส่วนในการออกแบบ เพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงการเตรียมตัวตายด้วยการใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้ดีที่สุด หมอโยเล่าว่า
“เล่มนี้ตัวหนังสือก็เหมือนเพื่อให้เตรียมตัวตาย แต่อย่างที่บอกว่า การเตรียมตัวตายที่ดี คือการที่มีชีวิตปัจจุบันที่ดีด้วย ดังนั้นหนังสือเล่มนี้ออกแบบเพื่อให้ค่อย ๆ ค้นหาในเรื่องของตัวเองว่า ณ ปัจจุบันเราได้ทำสิ่งนี้ไปหรือยัง หรือเราพร้อมที่จะจากไปหรือยัง ในหนังสือก็จะมีถามว่า ตอนนี้เราห่วงเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า ถ้าเราห่วงก็ให้เขียนไปว่าเราห่วงใคร ห่วงเรื่องอะไร เพราะอะไร พอเรารู้ตรงนี้ เราก็จะเริ่มจัดการเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ หรือถามในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติบางอย่างของเรา พอเราได้มองภาพรวมทั้งหมด ก็จะรู้ว่าตอนนี้เรามีเพียงพอไหมในการเตรียมพร้อมชีวิตทั้งหมด ถ้าเรารู้สึกว่าเพียงพอแล้ว เราก็จะรู้สึกอุ่นใจ แต่ถ้ายังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ ก็แปลว่าเราอาจจะต้องหาวิธีว่า จะทำอย่างไรให้เรามีรายได้มากขึ้น หรือทำอย่างไรให้รู้สึกว่ามีหลักประกัน หากเกิดวิกฤติหรือฉุกเฉินบางอย่างในชีวิตข้างหน้า”
“เราตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “Living and Leaving Note” ไม่ได้เพื่อการเตรียมตัวตาย เพราะเราไม่ได้เน้นการจากไป แต่เพื่อการเตรียมพร้อมในการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วย ซึ่งผู้ที่มีหนังสือเล่มนี้ ปกติควรต้องทบทวนเนื้อหาปีละครั้ง แต่ถ้าหากชีวิตมีวิกฤติ เราอาจจะต้องนำมาทบทวนบ่อย ๆ”
เพื่อนชีวิตของหมอโย
“เพื่อนชีวิตของผมมีอยู่หลายอย่างครับ อย่างแรกเลยคือ ผู้ที่มีชีวิตจริง ๆ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัวทั้งหมด กัลยาณมิตรต่าง ๆ พระอาจารย์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ให้ธรรมะกับผม รวมถึงเพื่อน ๆ ทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา ซึ่งตอนนี้อาจไม่ได้เจอกันแล้ว แต่ในอดีตที่เราเคยมีประสบการณ์ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีคุณค่า ณ ปัจจุบัน
และนอกจากเพื่อนที่มีชีวิตจริง ๆ ก็ยังรวมถึงเพื่อนที่เรียกได้ว่าเป็นความทรงจำแล้วกันนะครับ ซึ่งอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งผู้ป่วยที่จากไปด้วย การเสียชีวิตของเขาได้ให้บทเรียนหรือประสบการณ์กับผมมาก ๆ เหมือนกัน
และสุดท้าย เพื่อนชีวิตของผมก็คือตัวผมเอง ที่ได้อยู่กับตัวเอง ได้พูดคุยกับตัวเอง ได้รู้ว่าเราต้องการอะไร เราต้องเติมเต็มอะไรกับตัวเอง และการที่ตัวเองได้สะท้อนชีวิตของตนออกมา ผมว่าอันนี้ก็เป็นเพื่อนที่สำคัญมาก ๆ ครับ”
บทส่งท้าย: ความทรงจำที่มีค่าของนายแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง
เราขอให้หมอโยเล่าเรื่องความทรงจำที่มีความหมายและประทับอยู่ในใจในฐานะของแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง คุณหมอนักเขียนจึงเล่าความรู้สึกผ่านน้ำเสียงอบอุ่น
“ผมเคยได้ดูแลคุณแม่ท่านหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย ตอนที่ผมได้ดูแล ทำให้ทราบว่าสิ่งที่คุณแม่เป็นห่วงมาก ๆ คือลูกชาย ซึ่งยังเรียนอยู่ชั้นประถม ตอนนั้นผมมีโอกาสเข้าไปดูแลลูกชายของผู้ป่วยด้วย ผมเริ่มไปเตรียมพร้อมลูก ให้พร้อมรับมือกับความสูญเสีย พูดคุยกันหลายอย่าง จนสามารถทำความเข้าใจกันได้ว่า ลูกเข้าใจแล้วว่าตอนนี้คุณแม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และลูกก็ค่อนข้างจะเตรียมพร้อม คุณแม่จึงหมดห่วง และสามารถจากไปได้โดยที่ไม่ติดค้าง และไม่ห่วงลูกจนเกินไป
หลังจากคุณแม่เสียชีวิตแล้ว ลูกของผู้ป่วยท่านนี้ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่บ่อย ๆ เช่นในช่วงปีใหม่ ช่วงสงกรานต์ มาทักทาย บางครั้งก็เอาขนมมาให้ ผมได้มีโอกาสคุยกับลูกของผู้ป่วยและคุณพ่อด้วย ค่อย ๆ เห็นความเจริญเติบโตของน้องไปเรื่อย ๆ ผ่านไปหลายปี จนปัจจุบันน้องเริ่มขึ้นชั้น ม.ต้นแล้ว ผมถามน้องว่าโตขึ้นไปอยากเป็นอะไร ตั้งความหวังอะไร น้องตอบว่าอยากเป็นนักดนตรี อยากเป็นนักดูดาว คุยกับน้องจบ ผมก็ได้คุยกับคุณพ่อ เล่าให้ฟังว่าได้คุยกับน้องด้วยนะว่าน้องอยากเป็นนักดนตรี เขาสนใจเรื่องการดูดาวด้วย เผื่อคุณพ่อจะได้ส่งเสริมน้องเขาต่อไป แต่คุณพ่อบอกว่า จริง ๆ แล้วน้องมีอะไรบางอย่างที่อยากเป็นมากกว่าที่บอกหมออีกนะ ผมถามคุณพ่อว่าคืออะไร ทำไมไม่บอกผม คุณพ่อเลยเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่น้องบอกคุณพ่อเสมอ และอยากเป็นจริง ๆ คือน้องอยากเป็นเหมือนคุณหมอ ซึ่งตอนที่ได้ฟังนั้น ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด การได้ดูแลคุณแม่ ได้ติดตามน้องมาตลอด น้องเขารู้สึกจริง ๆ ว่าเราได้ให้อะไรบางอย่างกับเขา นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่ามีความหมายกับตัวเองมาก ๆ เลยครับ”
_____________________________________






